Friday, June 23, 2017
Thursday, June 15, 2017
ลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซล 0.40 บ./ลิตร มีผลพรุ่งนี้(16มิ.ย.)
ปตท.ปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน และดีเซลลง 0.40 บาท/ลิตร ยกเว้น E85ลดลง 0.20 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ 16 มิ.ย.
Tuesday, June 13, 2017
สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนพฤษภาคม 2560
ในเดือนพฤษภาคม 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,561.66 จุด เพิ่มขึ้น 1.21% จากสิ้นปี 2559 ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม มี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า SET Index ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจการเงิน ในเดือนนี้ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 5,454 ล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตลอดปีผู้ลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดหลักทรัพย์ไทย 13,651 ล้านบาท
ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.83% จากสิ้นปี 2559 ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai ในเดือนพฤษภาคม รวมอยู่ที่ 42,994 ล้านบาท ลดลง 4.46% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
...
สรุปตัวเลขที่สำคัญ
ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย
ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ปิดที่ 1,561.66 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.21%
มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของ SET อยู่ที่ 15,469,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.59% ขณะที่ mai อยู่ที่ 318,952 ล้านบาท ลดลง 26.39% จากสิ้นปี 2559
Forward P/E ของ SET อยู่ที่ 15.21 เท่า และ mai อยู่ที่ 36.41 เท่า โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนของ SET อยู่ที่ 3.18% และ mai อยู่ที่ 1.67% ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2560
เดือนพฤษภาคม มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 42,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากสิ้นเดือนก่อน และเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มผู้ลงทุน หากเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อนจะลดลง 4.46% ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม–พฤษภาคม 2560 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 47,387 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 3.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิอยู่ที่ 5,454 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม ทำให้ยอดซื้อสุทธิรวมในเดือนมกราคม–พฤษภาคมอยู่ที่ 13,651 ล้านบาท
เดือนพฤษภาคม บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีมูลค่าระดมทุนรวม 22,342 ล้านบาท ซึ่งมาจากการระดมทุนในตลาดแรก 2,763 ล้านบาท และการระดมทุนในตลาดรอง 19,579 ล้านบาท ส่งผลให้มีมูลค่าระดมทุนรวม 75,057 ล้านบาท ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560
ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ในเดือนพฤษภาคม 2560 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 243,889 สัญญา และ 281,141 สัญญาในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 โดยตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม ลดลง 1.42% เมื่อเทียบกับทั้งปี 2559 ส่วนใหญ่มาจากการซื้อขายที่ลดลงของ SET50 Index Futures
...
Friday, June 9, 2017
ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค มองตลาดหุ้นไทยยังขาขึ้น กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ โรงกลั่นและปิโตรเคมี ยังมีแนวโน้มที่ดี
ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค มองเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยยังไร้วี่แววของวิกฤติ แนะ Selective Buy เลือกเฉพาะหุ้นที่กำไรยังเติบโตและเทคนิคเป็นขาขึ้น เตรียมยกระดับการให้ความรู้ด้านการลงทุนกับนักลงทุนด้วยกลุ่ม ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง สร้างทุกสินค้ารองรับเครื่องมือการลงทุน ล่าสุดเปิดตัวฟินเทคน้องใหม่ Stock Quadrant มีผู้ใช้งานแล้ว 1,200 รายในเดือนแรก
“ส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของวิกฤต เนื่องจากตัวเลข NPL ธนาคารแม้จะเยอะแต่ไม่สูงจนน่ากลัว ซัพพลายอสังหาริมทรัพย์ยังล้นระบบแต่ก็ไม่ได้สูงมาก และค่า P/E ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ยังอยู่แค่ 16 เท่า จึงยังไม่เห็นสัญญาณของฟองสบู่”
อย่างไรก็ตาม คำว่าวิกฤติจะเกิดขึ้นในขณะที่เราไม่รู้ตัว แนะให้จับตากระแสเงินทุนไหลออกจากนโยบายเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดูแลอัตราแลกเปลี่ยนจนเกิดผลขาดทุน อย่างไรก็ตามดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยตอนนี้ถือว่าปกติ
ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง ปัจจุบันได้แตกไลน์ธุรกิจในหลายด้าน เพื่อรองรับความต้องการนักลงทุนที่หลากหลาย ทั้งการจัดโปรแกรมการแข่งขันหาเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดของประเทศไทย เพื่อให้ความรู้กับนักลงทุนรายใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้กับตลาดหุ้น การจัดทำ co-trading space เพื่อให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และเพิ่มทักษะการลงทุนของนักลงทุนที่ต้องการเพื่อนต้องการเครือข่ายในการหาความรู้ด้านการลงทุน และการจัดทำหนังสือดีๆ เจาะกลุ่มเป้าหมายด้านการลงทุนโดยเฉพาะของ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ พับบลิชชิ่ง
นอกจากนั้น ล่าสุดยังได้มีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Stock Quadrant เพื่อเป็นเครื่องมือในการแสกนหุ้นให้นักลงทุน โดยจุดเด่นเป็นพิเศษ คือวิเคราะห์หุ้นทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค โดยเปิดดำเนินการมาหนึ่งเดือนมีจำนวน User กว่า 1,200 ราย
“ทั้งหมดที่กลุ่ม ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง ได้สรรสร้างเพื่อนักลงทุน เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของกลุ่มที่ต้องการเป็น Gate way to professional trader เตรียมพบกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้กับนักลงทุนได้อีกหลากหลาย เชื่อมั่นว่าสิ่งต่างๆที่ดำเนินการให้นักลงทุน จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมการลงทุนที่สร้างสรรค์ให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย” นายกระทรวง กล่าว
...
ราคาน้ำมันลดลง 30 สต.ต่อลิตร, มีผลพรุ่งนี้เช้า
ราคาน้ำมันลดลง 30 สต.ต่อลิตร, มีผลพรุ่งนี้เช้า
บมจ. ปตท. (PTT) และบมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 30 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 คงเดิม โดยมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง
...
Thursday, June 8, 2017
ตลท.ขยายความรู้การวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณ(พร้อม link ให้ความรู้คู่มือเกษียณสุข)
ดร. กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดการอบรม Train the Trainer : Happy Money, Happy Retirement พร้อมมอบคู่มือเกษียณสุขแก่ผู้แทนองค์กรเครือข่าย 35 แห่ง เพื่อเป็นแกนหลักในการเผยแพร่ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณแก่พนักงานในองค์กรทั่วประเทศ องค์กรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ดูรายละเอียด www.set.or.th/happymoney
...
ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและภัยไซเบอร์ปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยทั่วโลก แซงหน้ากฎระเบียบข้อบังคับ
PwC เผยผลสำรวจล่าสุดชี้ความสามารถในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดที่อุตสาหกรรมประกันภัยทั่วโลกกำลังเผชิญ
ผลสำรวจ Insurance Banana Skins 2017 ซึ่ง The Centre for the Study of Financial Innovation (CSFI) ร่วมกับ PwC จัดทำขึ้น เพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยจำนวน 836 ราย ใน 52 ประเทศทั่วโลก โดยศึกษาถึงปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจประกันภัยมากที่สุดในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ผลสำรวจระบุว่า การบริหารความเปลี่ยนแปลง (Change management) ถูกจัดอันดับให้เป็นความท้าทายลำดับแรกของกลุ่มความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operating risks) โดยกระโดดขึ้นมาเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่หนึ่งของธุรกิจประกันภัยในปีนี้
ทั้งนี้ รายงานได้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitisation) ของอุตสาหกรรมประกันภัย การแข่งขันในรูปแบบใหม่ๆ การควบรวม และการลดต้นทุน ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดประกันภัย เช่น รถยนต์ไร้คนขับ (Driverless cars) เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (The internet of things) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence)
ทั้งนี้ ความเสี่ยงลำดับที่สอง คือ ภัยคุกคามไซเบอร์ (Cyber risks) ซึ่งมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากการถูกโจมตีของบริษัทประกันภัยและต้นทุนที่เกิดจากการรับประกันภัยจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ส่วนความกังวลลำดับถัดมา ได้แก่ ความพร้อมของระบบเทคโนโลยีภายในของบริษัทประกันภัย และผู้แข่งขันรายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เล่นจากกลุ่มบริษัทที่เป็น ‘InsurTech’
นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงสูงอื่นๆ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย (Interest rates) ผลการดำเนินงานจากการลงทุน (Investment performance) และเศรษฐกิจมหภาค (Macro-economy) ซึ่งทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง และแม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แต่ความเชื่อมั่นกลับมีไม่มากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีน ความเสี่ยงจากนโยบายปกป้องทางการค้าในยุคของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ (Trump-era protectionism) ของสหรัฐอเมริกา และลัทธิประชานิยมในยุโรป
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมือง (Political interference) ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย ขณะที่การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่ไม่ได้มีกิจการอยู่ในสหราชอาณาจักร
สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงด้านกฎระเบียบข้อบังคับ (Regulatory risk) ซึ่งเคยติดอันดับต้นๆ ในการสำรวจ 3 ครั้งที่ผ่านมา ในปีนี้กลับไม่ติด 1 ใน 5 เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถตั้งหลักและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ (เช่น Solvency 2 ซึ่งเป็นแนวทางสากลเพื่อการบริหารความเสี่ยงบริษัทประกันภัย) ที่ผ่านมาได้ แต่ประเด็นเรื่องต้นทุน และความซับซ้อนของกฎระเบียบข้อบังคับก็ยังคงเป็นความกังวลอย่างต่อเนื่องของบริษัทประกันภัย
รายงานยังแสดงให้เห็นอีกว่า ความสามารถในการดึงดูดและรักษาบุคลากรของอุตสาหกรรมประกันภัยเป็นความกังวลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัล ในทางตรงกันข้าม ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล และการบริหารจัดการของบริษัทประกันภัยกลับมีทิศทางที่ลดลง โดยความเสี่ยงเหล่านี้ถูกจัดให้อยู่ในระดับสูงในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน แต่หลังจากนั้น ความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากความร่วมมือกันในด้านต่างๆ ของบริษัทในอุตสาหกรรมประกันภัยรวมทั้งแรงกดดันด้านกฎระเบียบด้วย
ทั้งนี้ หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่า ตลาดธุรกิจประกันภัยทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากดัชนี Banana Skins Index ที่ใช้วัดระดับความกังวลของอุตสาหกรรม พบว่าดัชนีอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ความพร้อมในการจัดการปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ปรับตัวลดลงจากปี 2558
นาย เดวิด ลาสเซลส์ บรรณาธิการของผลสำรวจ กล่าวว่า “ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ครั้งของผลสำรวจ ที่ปัจจัยเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ กลายเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัทประกันภัย โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างและเทคโนโลยีมีโอกาสที่จะเข้ามาปฏิวัติการทำธุรกิจประกันภัยในรูปแบบเดิมๆ ในขณะที่บริษัทประกันภัยก็กำลังเผชิญกับภาวะทางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ซึ่งช่วยอธิบายว่า ทำไมความกังวลของอุตสาหกรรมโดยรวมถึงได้อยู่ในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์”
สำหรับประเทศไทย
นาง อโนทัย ลีกิจวัฒนะ หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี และหัวหน้าสายงานธุรกิจประกันภัย บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมประกันภัยของไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากอัตราการทำประกันภัยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ผู้ประกอบการมองว่า 3 ปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยของไทย ได้แก่
- ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ไทยยังคงต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
- การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะที่จำเป็น
- รวมไปถึงภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
- กฎระเบียบข้อบังคับที่อาจส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
- รวมทั้งการบริหารชื่อเสียงของกิจการที่นับวันจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หลังการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียขยายวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ
...
เกี่ยวกับ PwC
PwC (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) หนึ่งในเครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการด้านตรวจสอบบัญชี บริการให้คำปรึกษาด้านภาษี และบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจรายใหญ่ของโลก มีเครือข่ายไปใน 157 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานมากกว่า 223,000 คน สำหรับประเทศไทย บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502 โดยมีบทบาทในการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไทยมานานกว่า 58 ปี PwC ผสมผสานประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานกับลูกค้าข้ามชาติ ผนวกกับความเข้าใจตลาดภายในประเทศเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อเสียงของ PwC เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจต่างๆ โดยปัจจุบัน มีบุคลากรกว่า 1,600 คนในประเทศไทย
...
บล.ภัทร นำเสนอบริการลงทุนต่างประเทศภายใต้ชื่อ “Global Investment Service” หรือ GIS บริการสำหรับลูกค้าบุคคลรายใหญ่,ลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย-ไร้ข้อจำกัดด้านพรมแดนเทียบชั้นไพรเวทแบงค์ระดับโลก
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล (CIO Office) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า การลงทุนภายใต้ระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ และสภาวะเศรษฐกิจรวมถึงตลาดการเงินที่ผันผวน ส่งผลให้ผู้ลงทุนเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการสินทรัพย์ การจัดสรรเงินลงทุน ไม่ว่าจะในมุมมองของประเภทสินทรัพย์ หรือรูปแบบผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีการลงทุนเพียงในประเทศที่มีทางเลือกที่จำกัดทั้งในส่วนของความหลากหลายของธุรกิจและประเภทของผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
จากสถิติพบว่าตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) เพียงแค่ 0.6% เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนไทยยังมีโอกาสในการลงทุน โอกาสในการกระจายความเสี่ยง และโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลายทั่วโลกได้อีกมาก ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในต่างประเทศจึงเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยสามารถนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่าบล.ภัทร มีประสบการณ์ในด้านไพรเวทเวลธ์มากว่า 20 ปี โดยเฉพาะในส่วนของการให้บริการลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (high net worth) จึงได้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเพื่อขยายการให้บริการแบบไร้ขีดจำกัดด้านพรมแดน ส่งผลให้ปัจจุบันมีความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครอบคลุมโอกาสการลงทุนในต่างประเทศทั่วโลก โดยเรียกบริการนี้ว่า Global Investment Service (GIS) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ บล.ภัทรในการต่อยอดความเป็นผู้นำธุรกิจไพรเวทเวลธ์สำหรับผู้ลงทุนไทย อีกทั้งปรัชญาสำคัญที่บล.ภัทรยึดถือในการให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี คือการยึดเอาผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นที่ตั้งให้บริการโดยผู้ดูแลมืออาชีพเน้นความสำคัญของการวิเคราะห์มุมมองลงทุนที่ยึดปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก พร้อมการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนจากหลากหลายสถาบันการเงินที่ผ่านการคัดเลือกโดยทีมนักวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกโดยบล.ภัทร (open architecture) ซึ่งในการนำเสนอบริการ GIS ให้แก่ผู้ลงทุนในครั้งนี้ บล.ภัทรยังคงนำปรัชญาดังกล่าวมาใช้อย่างเคร่งครัด
เพื่อรองรับบริการ GIS บล.ภัทรได้ปรับโครงสร้างของทีมวิจัยลูกค้าบุคคล โดยได้ยกระดับเป็นทีม Chief Investment Officer (CIO Office) ที่มีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละประเภทสินทรัพย์จะเป็นผู้วิเคราะห์และให้มุมมองการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ที่ครอบคลุมในทุกประเภทสินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดย CIO Office มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยของสถาบันการเงินชั้นนำของโลกหลายแห่งเพื่อใช้เป็นทรัพยากรในการวิเคราะห์มุมมองโดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภายใต้นโยบาย Open Architecture ทีมงานคัดเลือกผลิตภัณฑ์ของบล.ภัทร จะทำงานร่วมกับ CIO Office เพื่อทำการคัดเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก ที่สอดคล้องกับมุมมองการลงทุนและคำแนะนำในการจัดสรรเงินลงทุน โดยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ซึ่งรวมถึงกองทุนที่บริหารจัดการโดยบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำของโลก และหุ้นกู้อนุพันธ์ (structured products) ที่ออกโดยธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำของโลกจะทำให้การจัดสรรเงินลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการการลงทุนต่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ (seamless service) บล.ภัทร ได้คัดเลือกสถาบันการเงินชั้นนำในต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือการพาลูกค้าไปเปิดบัญชีการลงทุนต่างประเทศ โดยได้เริ่มความร่วมมือดังกล่าวกับเครดิตสวิสประเทศสิงคโปร์เป็นแห่งแรก ซึ่งภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว บล.ภัทร สามารถให้บริการแก่ผู้ลงทุนแบบ “เบ็ดเสร็จ”โดยสามารถลงทุนได้ในทุกผลิตภัณฑ์การเงินภายในบัญชีที่ต่างประเทศบัญชีเดียว ทั้งนี้ลักษณะบัญชีดังกล่าวจะมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำตามนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินโดยในส่วนของเครดิตสวิสจะกำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ บล.ภัทรยังมีบริการลงทุนต่างประเทศอีกรูปแบบที่เน้นความคล่องตัวและต้นทุนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึงกองทุนและหุ้นกู้อนุพันธ์จากบริษัทจัดการกองทุนและธนาคารชั้นนำของโลกโดยไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุน
การให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศที่ทางเลือกและรูปแบบผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย และซับซ้อนกว่าทางเลือกในประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการลงทุนแก่ผู้ลงทุนจะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนนี้ผู้ให้คำปรึกษาทางการเงิน (Financial Consultant)ของบล.ภัทร ซึ่งรู้จักและทราบความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุน ตั้งแต่ให้คำปรึกษาการจัดพอร์ตลงทุน การนำเงินออกนอกประเทศ และ การทำรายงานรายเดือนส่งธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ผู้ลงทุนมีความสะดวกสบาย สามารถเห็นภาพรวมพอร์ตการลงทุนของตนเองทั้งในและต่างประเทศจากรายงานการลงทุนรวม(consolidated report) ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนและทรัพย์สินทั้งหมดจะได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
“ฐานลูกค้า บล.ภัทรมีความสนใจเรื่องการลงทุนหรือทำธุรกรรมข้ามประเทศอยู่แล้วโดยจะเห็นได้ว่า บล.ภัทรมุ่งเน้นพัฒนาบริการGIS ให้มีความพร้อมเพื่อตอบโจทย์อันท้าทายในการบริหารสินทรัพย์ของผู้ลงทุนในยุคของการลงทุนที่ไร้พรมแดน ที่ไม่เพียงจะเหนือกว่าด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย แต่ยังรวมถึงการเปิดกว้างในรูปแบบบริการเพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมได้ทั่วโลก ทั้งนี้ ปัจจุบันบล.ภัทรมีสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (Asset Under Advice: AuA) อยู่ที่ 398,000 ล้านบาท” นายณฤทธิ์กล่าว
...
Wednesday, June 7, 2017
ก.พาณิชย์ผนึกกำลัง 2 ยักษ์ใหญ่เอกชน ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยขยายช่องทางสู่ตลาดจีนอย่างยั่งยืน
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือ 2 บริษัทเอกชนรายใหญ่ผู้เชี่ยวชาญตลาดจีน หรือ Regional Advisor เปิดตัวโครงการ “ไท่ เล่อ โก้ว” ส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยขยายช่องทางส่งสินค้าเจาะตลาดจีนใน 6 เมืองใหญ่ที่มีความต้องการสินค้าไทยสูง
นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ผนึกกำลังกับ 2 บริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยที่มีความเชี่ยวชาญตลาดจีน ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ดำเนิน “โครงการส่งเสริมสินค้าไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไท่ เล่อ โก้ว (Tai Le Gou)” ตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มอบหมายให้เชิญภาคเอกชนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละภูมิภาคเป็นที่ปรึกษา (Regional Advisors) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีช่องทางขยายการส่งออกสินค้าไปตลาดจีนได้มากขึ้น
“แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวอยู่ในระดับที่ไม่ก้าวกระโดดเหมือนในอดีต แต่จากการที่จีนมีประชากรจำนวนมหาศาล มีผู้บริโภคและมีประชากรวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก จึงเป็นพลังอำนาจที่สำคัญในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมสินค้าของแท้ คุณภาพดีจากต่างประเทศ ทำให้เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะรุกตลาดจีนได้มากขึ้น” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์กล่าว
บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด จะร่วมกันคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพในกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าสุขภาพและความงาม ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ ผลไม้แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน วัตถุดิบปรุงอาหาร ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว ผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น โดยจะนำไปจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าสะดวกซื้อ อาทิ ซีพีโลตัส ร้านอีซี่จอย (Easy Joy) ในสถานีบริการน้ำมันของซีโนเพ็ก (Sinopec) รวมประมาณ 178 สาขา ใน 6 หัวเมืองใหญ่ของจีนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มีกำลังซื้อสูง และมีความต้องการสินค้านำเข้าที่มีคุณภาพ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู เสิ่นเจิ้น ซานโถว และกวางโจว
นอกเหนือจากช่องทางการจำหน่ายสินค้าทางออฟไลน์แล้ว จะมีการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อีกด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนยุคใหม่นิยมการจับจ่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่ามูลค่าการค้าปลีกออนไลน์ของจีนในช่วงไตรมาสแรกปี 2560 มีมูลค่าสูงถึง 203 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.1 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2559
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเสริมว่า กิจกรรมเปิดตัวโครงการส่งเสริมสินค้าไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไท่ เล่อ โก้ว (Tai Le Gou) ในวันนี้ ประกอบด้วย นิทรรรศการจัดแสดงตัวอย่างสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดจีน การเสวนาหัวข้อ “โอกาสสินค้าไทยในตลาดจีน” โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซีพี ฟู้ด เซี่ยงไฮ้ จำกัด กิจกรรมวีดีโอคอนเฟอเรนซ์หัวข้อ “เจาะลึก 6 เมืองใหญ่ ตลาดจีน” โดยทีมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศภูมิภาคจีน รวมทั้งมีกิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการตลาดจีน เพื่อให้ข้อมูลตลาดจีนเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ และสรรหาสินค้าไทยที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการฯ
“โครงการส่งเสริมสินค้าไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไท่ เล่อ โก้ว (Tai Le Gou) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่บัดนี้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นโครงการประชารัฐภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ในการผลักดันการส่งออกเชิงรุกรายภูมิภาค คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปยังจีนเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคจีน โดยตลาดจีนถือเป็นตลาดที่มีความเฉพาะตัว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาแบบรอบด้าน ดังนั้นการทำงานแบบ "ทีม" หรือการขับเคลื่อนด้วยพลังประชารัฐตามนโยบายรัฐบาลจึงเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวในตอนท้าย
อนึ่ง ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2560 สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 9,267.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัวร้อยละ 32.67 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
* * *
Tuesday, June 6, 2017
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกบล. เจาะออฟฟิศทั่วกรุง ชวนมนุษย์เงินเดือน ออมหมื่น ออมพัน สร้างฝันเงินล้าน
เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ร่วมด้วยผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ เดินสายเข้าหาออฟฟิศทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนทำงานเก็บเงินให้มีใช้ยามเกษียณด้วยการทยอยลงทุนสม่ำเสมอ ภายใต้แคมเปญ #investnow ชาวออฟฟิศ ตลอดเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
ประเดิมครั้งแรกที่ อาคารเอไอเอ ถ.รัชดาภิเษก อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์ ย่านอโศก และ อาคารพหลโยธิน เพลส และวันที่ 29 มิ.ย.-2 ก.ค.
วางแผนการเงินการลงทุนและรับคำปรึกษาการออมหุ้นได้ในงาน #investnow ออมหมื่น ออมพัน สร้างฝันเงินล้าน ด้วยหุ้นและกองทุนรวม ณ ห้างสรรพสินค้า เมกา บางนา รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.set.or.th
...
Monday, June 5, 2017
เปิดแล้ว “ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่” แลนด์มาร์ก “ดอกไม้” สุดอลังการ ที่ต้องมาเยือน
“ปากคลองตลาด” รีเทิร์นใหม่ไฉไลกว่าเดิม “ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่” ได้ฤกษ์เปิดตัว ขึ้นแท่นตลาดค้าดอกไม้ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดกลางกรุง รองรับผู้ค้าดอกไม้จากปากคลองตลาดเดิม และพร้อมเปิดรับผู้ค้าดอกไม้ทั่วประเทศ ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนมีพื้นที่ขายสินค้าของตัวเอง ผู้บริหารเผยคิดค่าเช่าสุดถูกแผงละ 100 บาท เตรียมผลักดันเป็นตลาดดอกไม้ใหญ่ติดอันดับเอเชียและเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทยและของโลก
ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ หรือ “Flower Market Thailand” เปิดตัวเป็นทางการ ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 อย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นแหล่งค้าปลีก-ค้าส่งดอกไม้ขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดของไทย ทดแทน "ปากคลองตลาดเดิม" นอกจากจะเป็นหนึ่งในโมเดลการร่วมหาทางออก แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้า ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบพื้นที่ทางเท้าของกรุงเทพมหานครแล้ว ยังเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้มาเยี่ยมชมความสวยงามของตลาดดอกไม้แห่งนี้ ควบคู่กับการท่องเที่ยวตลาดน้ำบริเวณใกล้เคียง
นางสาวใหม่ ติโลกะวิชัย กรรมการผู้จัดการ ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ เปิดเผยว่า ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ มีจุดเด่น คือ การเป็นศูนย์รวมดอกไม้ค้าปลีก-ค้าส่ง ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงร้านจัดช่อดอกไม้ มาลัย และการแปรรูปดอกไม้ ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงบนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุด 50 ไร่ มีพื้นที่ให้เช่าจำนวนมากถึง 3,000 แผงค้า ปัจจุบันได้เปิดให้เช่าแล้วจำนวน 1,500 แผงค้าในระยะแรก และกำลังขยายเฟส 2-3 ในเร็วๆนี้ โดยเฟส2 กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ไม่เพียงเท่านั้น ทางศูนย์ยังมีพื้นที่บริการจอดรถฟรีที่สามารถรองรับรถได้มากถึง 2,000 คัน มีห้องน้ำสะอาดจำนวนมาก และมีศูนย์อาหารราคาย่อมเยาสำหรับผู้เข้ามาใช้บริการ โดยมีทีมงานบริหารจัดการตลาดอย่างมืออาชีพ
“ตลาดแห่งนี้เป็นการผสมผสานความทันสมัยความสะดวกสบาย กับ มนต์เสน่ห์ของปากคลองตลาด ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นตลาดแห่งวัฒนธรรมอันดับ 4 ของโลกเข้าด้วยกัน มีการจัดแบ่งพื้นที่สำหรับการจำหน่ายดอกไม้ชนิดต่างๆ อย่างเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้เป็นระเบียบ และง่ายต่อการเลือกซื้อ นอกจากนี้ยังมีโซนพื้นที่ติดแอร์หรือห้องเย็นสำหรับดอกไม้เมืองเหนือและดอกไม้จากต่างประเทศด้วย”
นอกจากนี้จุดเด่นที่สำคัญของตลาดแห่งนี้คือ การกำหนดราคาค่าเช่าแผงในราคาถูก โดยคิดค่าเช่าต่อแผงขั้นต่ำเพียงวันละ 100 บาท โดยไม่มีค่าแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียมใดๆเพิ่มทั้งสิ้น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีแผงขายดอกไม้ของตัวเองได้ง่าย
เพราะจุดเริ่มต้นของตลาดแห่งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างเราซึ่งเป็นภาคเอกชน กรุงเทพมหานคร และกลุ่มผู้ค้าปากคลองตลาดเดิมที่รวมตัวกัน ต้องการให้มีการสร้างศูนย์กลางตลาดดอกไม้แห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้ค้าปากคลองตลาดเดิมและตลาดแห่งนี้ ยังเปิดรับเกษตรกรชาวสวนดอกไม้ ที่ต้องการมีหน้าร้านเป็นของตัวเองได้เข้ามาเช่าแผงค้าดอกไม้ได้ด้วยถือเป็นการเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางในการกระจายผลิตผลของเกษตรกร ในการขายสินค้าให้ผู้บริโภคได้โดยตรง
"เราคิดค่าเช่าสำหรับแผงที่ถูกที่สุดเพียงแค่วันละ 100 บาทต่อแผง ซึ่งเป็นค่าเช่าที่ตั้งมาโดยคำนึงถึงผู้ค้า และไม่มีค่าแรกเข้าใดๆทั้งสิ้น ทำให้ได้รับการตอบรับจากพ่อค้าแม่ค้าดอกไม้ รวมทั้งชาวสวนดอกไม้จำนวนมาก ซึ่งนอกจากแม่ค้าปากคลองตลาดเดิมแล้วยังมีแม่ค้าจากตลาดอื่นๆมาเช่าแผงขายส่งดอกไม้ด้วย”
นางสาวใหม่กล่าวด้วยว่า พร้อมผลักดันให้ ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ เป็นแหล่งรวมค้าส่งค้าปลีกดอกไม้ทุกชนิด ทั้งไทยและต่างประเทศที่ใหญ่ติดอันดับเอเชียและอันดับโลก เพราะในแต่ละปีมูลค่าการค้าขายดอกไม้ภายในประเทศ รวมทั้งการนำเข้าและส่งออกมีมูลค่านับหมื่นล้านบาทและด้วยความสวยงามของดอกไม้หลากหลายชนิดและสายพันธุ์ที่มาอยู่รวมกันจะทำให้ “Flower Market Thailand” แห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ที่ทั้งคนไทยและต่างชาติต้องแวะมาเยี่ยมชม ซึ่งมีโอกาสที่จะพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโลกที่นักท่องเที่ยวจะต้องตามมาปักหมุดตามปากคลองตลาดเดิมได้ไม่ยาก
“เรามีประสบการณ์ด้านการดำเนินกิจการตลาดศรีนคร ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครสวรรค์และภาคเหนือตอนล่างอยู่แล้ว ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำมาบริหารและพัฒนาศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่แห่งนี้ให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”
...
ราคาน้ำมันลดลง 60 สต.ต่อลิตร, มีผลพรุ่งนี้เช้า
บมจ. ปตท. (PTT) และบมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน
- เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ลดลง 60 สตางค์/ลิตร
- E85 ปรับลดลง 40 สตางค์/ลิตร --- ดีเซล ลดลง 50 สตางค์/ลิตร
มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (6 มิ.ย.)
ราคาจำหน่ายในแต่ละภูมิภาคของ ปตท.
http://www.pttplc.com/th/Media-Center/Oil-Price/Pages/Province-Oil-Price.aspx
...
Friday, June 2, 2017
"เจอร์ไฮ" เปิดตัวตู้ขายอาหารสุนัขอัตโนมัติเครื่องแรกในประเทศไทย พร้อมมอบรายได้ช่วยเหลือสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง
เจอร์ไฮ (Jerhigh) แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัข ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ขยายช่องทางจำหน่ายเอาใจคนรักสุนัข เปิดตัว “ตู้ขายอาหารสุนัขอัตโนมัติ” ตู้แรกของประเทศไทย ณ เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ พร้อมชวนทำความดี มอบรายได้ในการขายอาหารสุนัขจากตู้อัตโนมัติให้ “มูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา” ช่วยเหลือน้องหมาสี่ขาที่ถูกทอดทิ้ง
ตู้จำหน่ายอาหารสุนัขอัตโนมัติเจอร์ไฮ มีขนาด 1X1.8 เมตร สีสันสะอาดตา ภายในจะบรรจุอาหารสุนัขเจอร์ไฮประเภทซอง หลากหลายรสชาติให้เลือก อาทิ ขนมน้องสุนัข หรือ Snack รสนม รสผักขม รสสตรอเบอรี่ และรสชาติอื่นๆ จำนวนกว่า 10 รสชาติ ปริมาณ 60 กรัม/ซอง ซึ่งคนรักสุนัขสามารถใช้ธนบัตรชนิด 20 บาท 50 บาท และ 100 บาท รวมถึง เหรียญ ขนาด 1 บาท 5 บาท และ 10 บาท หยอดเข้าตู้ตามราคาของอาหารแต่ละชนิด โดยตู้นี้สามารถทอนเงินได้ด้วย
สำหรับการเปิดตัวตู้ขายอาหารสุนัขอัตโนมัติเจอร์ไฮตู้แรกในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนด้วยดีด้านสถานที่ติดตั้ง จากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลอีสต์วิลล์ และมีบริษัท วีว่าพรีเมี่ยมเพ็ทสโตร์ จำกัด สนับสนุนการบริหารจัดการสินค้าและตู้จำหน่าย
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะผลิตตู้อาหารสุนัขอัตโนมัติดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 10 ตู้ ภายในปี 2560 นี้ เพื่อติดตั้งในแหล่งชุมชน อาทิ สถานีรถไฟฟ้า ศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลลล์ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งมอบอาหารสุนัขคุณภาพให้แก่คนรักสุนัขให้มากที่สุด
“แบรนด์เจอร์ไฮเป็นแบรนด์ระดับโลกที่เข้าถึงคนรักสุนัขอย่างกว้างขวาง และการที่เราจัดทำตู้ขายอาหารสุนัขอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนรักสุนัข และเชิญชวนทุกคนร่วมทำกิจกรรมดีๆด้วยกัน ซึ่งนอกจากสุนัขของท่านจะได้รับประทานอาหารสุนัขคุณภาพดี มาตรฐานระดับโลกแล้ว ยังได้ร่วมทำกิจกรรมสังคมดีๆ เพื่อสุนัขที่ถูกทำร้ายหรือถูกทอดทิ้งด้วย” นายสุขวัฒน์กล่าว
...
ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัข “เจอร์ไฮ” เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารและขนมสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการสูง ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพและผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าอาหารมนุษย์ ขณะเดียวกันเจอร์ไฮยังคงมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความเชื่อมั่นจากคนรักสุนัขอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศไทย และในอีก 18 ประเทศทั่วโลก
...
รถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลืองมูลค่า 1 แสนล.พร้อมเซ็นสัญญา 16 มิ.ย., อีก 3 ปีสร้างเสร็จ, BTSขอสร้างส่วนต่อขยายเอง 6 พันล.
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ หรือ BTS เปิดเผยว่า จะลงนามในสัญญากับกลุ่ม BSR ที่ได้รับคัดเลือกดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ พร้อมกับการลงนามสัญญาอื่นๆ ทั้งด้านแหล่งเงินทุน, สัญญาจัดซื้อตัวรถโมโนเรล
โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 34.5 กม. วงเงิน 5.4 หมื่นล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 5.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเริ่มตอกเสาเข็มโครงการนี้ได้ภายในปีนี้ หลังจากที่ฝ่ายก่อสร้างได้สำรวจพื้นที่และแนวเส้นทางทั้งหมดแล้ว
นายคีรีกล่าวว่า ได้เสนอให้มีการสร้างส่วนต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู จากถนนแจ้งวัฒนะเชื่อมเส้นทางเข้าไปยังศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระยะทาง 2.8 กม. มี 2 สถานี สถานีแรกตั้งอยู่บริเวณอาคารอิมแพ็คชาเลนเจอร์ และสถานีที่ 2 บริเวณทะเลสาบ
ส่วนต่อขยายสายสีเหลือง จะเสนอขยายเส้นทางต่อไปตามถนนรัชดาภิเษกอีก 2.6 กม.ถึงบริเวณแยกรัชโยธิน มีอีก 2 สถานี เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีพหลโยธิน 24 โดยการก่อสร้างส่วนต่อขยายนี้ทาง BTS จะลงทุนเองทั้งหมด มูลค่า 6,000 ล้านบาท
การสร้างส่วนต่อขยาย จะต้องได้รับความเห็นชอบจากหลายหน่วยงาน อาทิ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม, A) ประมาณ 1 ปี รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.),รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ในกรอบระยะเวลา 3 ปี 3 เดือนตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน
...
Thursday, June 1, 2017
ผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ช่วงครึ่งหลังปี 2559 โดย REIC
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์ 2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2559 โครงการบ้านจัดสรรมีหน่วยเหลือขายจำนวน 77,834 หน่วย มีสัดส่วนร้อยละ 38.1 ของหน่วยในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด และโครงการอาคารชุด มีหน่วยเหลือขายจำนวน 58,967 หน่วย มีสัดส่วนร้อยละ 24.6 ของหน่วยในผังโครงการอาคารชุดทั้งหมด ภาพรวมอุปทานโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ช่วงครึ่งหลังปี 2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2558 ทั้งโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด ทำให้อัตราการดูดซับของที่อยู่อาศัยเกือบทุกประเภทสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2558 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
โครงการบ้านจัดสรร ที่อยู่ในระหว่างการขายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 1,107 โครงการ มีหน่วยในผังของทุกโครงการรวมกันประมาณ 203,829 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 891,251 ล้านบาท มีหน่วยเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาดประมาณ 77,834 หน่วย คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 331,600 ล้านบาท (เทียบกับในช่วงครึ่งหลังปี 2558 มีจำนวน 1,086 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการประมาณ 204,500 หน่วย และมีหน่วยเหลือขายประมาณ 78,500 หน่วย คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 345,500 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังปี 2557 มีจำนวน 1,022 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการประมาณ 202,200 หน่วย และมีหน่วยเหลือขายประมาณ 78,500 หน่วย คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 332,912 ล้านบาท)
เมื่อแยกตามระดับราคา หน่วยในผังส่วนใหญ่ ร้อยละ 35 อยู่ในช่วงราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท รองลงมา ร้อยละ 26 อยู่ในช่วงราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท ร้อยละ 24 อยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท และร้อยละ 16 อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท
แยกตามสถานะของการก่อสร้าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นหน่วยที่สร้างเสร็จจำนวน 129,572 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 64 ของหน่วยในผังทั้งหมด รองลงมาเป็นหน่วยที่ยังไม่ได้เริ่มสร้างจำนวน 40,733 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 20 และหน่วยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 33,524 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 16 โดยหน่วยที่ก่อสร้างเหลือขาย หรือบ้านว่างมีจำนวน 14,451 หน่วย หรือร้อยละ 11 ของหน่วยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด
โครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด 1,107 โครงการ แบ่งออกเป็น โครงการในกรุงเทพฯ มากที่สุด 384 โครงการ มีหน่วยในผังจำนวน 68,553 หน่วย เหลือขายประมาณ 19,187 หน่วย รองลงมาเป็นโครงการในจังหวัดนนทบุรี 244 โครงการ มีหน่วยในผังจำนวน 40,263 หน่วย เหลือขาย 18,209 หน่วย เป็นโครงการในจังหวัดปทุมธานี 178 โครงการ มีหน่วยในผังจำนวน 40,356 หน่วย เหลือขาย 16,801 หน่วย เป็นโครงการในจังหวัดสมุทรปราการ 150 โครงการ มีหน่วยในผังจำนวน 33,664 หน่วย เหลือขาย 13,168 หน่วย เป็นโครงการในจังหวัดนครปฐม 77 โครงการ มีหน่วยในผังจำนวน 8,195 หน่วย เหลือขาย 4,151 หน่วย และเป็นโครงการในจังหวัดสมุทรสาคร 74 โครงการ มีหน่วยในผังจำนวน 13,798 หน่วย เหลือขาย 6,318 หน่วย
พื้นที่ซึ่งมีหน่วยบ้านจัดสรรในผังโครงการมากที่สุด ได้แก่ อำเภอบางพลี อำเภอลำลูกกา อำเภอ บางบัวทอง อำเภอธัญบุรี และ เขตคลองสามวา ส่วนพื้นที่ซึ่งมีหน่วยบ้านจัดสรรเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอลำลูกกา และอำเภอคลองหลวง
ในช่วงครึ่งหลังปี 2559 บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ประเภททาวน์เฮ้าส์ มีหน่วยขายได้ใหม่จำนวน 11,035 หน่วย มีอัตราดูดซับร้อยละ 3.7 ต่อเดือน ต่ำกว่าปี 2558 ซึ่งมีอัตราร้อยละ 4.4 บ้านเดี่ยว มีหน่วยขายได้ใหม่จำนวน 6,236 หน่วย มีอัตราดูดซับร้อยละ 3.2 ต่อเดือน ลดลงเล็กน้อยจากปี 2558 ซึ่งมีอัตราดูดซับร้อยละ 3.1 และบ้านแฝด มีหน่วยขายได้ใหม่จำนวน 2,654 หน่วย มีอัตราดูดซับร้อยละ 3.7 ต่อเดือน สูงกว่าปี 2558 ซึ่งมีอัตราร้อยละ 3.3
โครงการอาคารชุด ที่อยู่ในระหว่างการขายในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล มีจำนวน 442 โครงการ มีหน่วยในผังของทุกโครงการรวมกัน 238,887 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 759,762 ล้านบาท มีหน่วยห้องชุดเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาดประมาณ 58,967 หน่วย คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 210,965 ล้านบาท (เทียบกับ ปี 2558 ซึ่งมีโครงการอาคารชุด 416 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการ 220,500 หน่วย มีหน่วยเหลือขาย 59,900 หน่วย คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 182,450 ล้านบาท ปี 2557 มีโครงการอาคารชุดประมาณ 400 โครงการ มีหน่วยในผัง 206,000 หน่วย และมีหน่วยเหลือขาย 57,300 หน่วย คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขายประมาณ 148,373 ล้านบาท)
หน่วยในผังโครงการทั้งหมด 238,887 หน่วย ส่วนใหญ่ร้อยละ 67 เป็นห้องชุดแบบหนึ่งห้องนอน รองลงมาร้อยละ 21 เป็นห้องแบบสตูดิโอ และร้อยละ 11 เป็นแบบสองห้องนอน ที่เหลือเป็นแบบสามห้องนอนขึ้นไป
ราคาของหน่วยในผังโครงการ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 43 เป็นหน่วยห้องชุดในช่วงราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท อีกร้อยละ 27 อยู่ในช่วงราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท และร้อยละ 15 ในช่วงราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท ที่เหลืออีกร้อยละ 14 อยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท
แยกตามสถานะของการก่อสร้าง พบว่า เป็นหน่วยที่สร้างเสร็จแล้ว 119,217 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 50 ของหน่วยในผังโครงการ เป็นหน่วยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างประมาณ 99,304 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 41 และเป็นหน่วยที่ยังไม่ได้เริ่มสร้างประมาณ 20,366 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 9 และมีหน่วยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเหลือขาย จำนวน 20,384 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 17 ของหน่วยที่สร้างเสร็จแล้วทั้งหมด
โครงการอาคารชุดทั้งหมด 442 โครงการ แบ่งออกเป็น
-โครงการในกรุงเทพฯ มากที่สุด 318 โครงการ หน่วยในผังจำนวน 163,116 หน่วย เหลือขาย 33,194 หน่วย
-โครงการในจังหวัดนนทบุรี 59 โครงการ มีหน่วยในผัง 36,625 หน่วย เหลือขาย 10,327 หน่วย
-โครงการในจังหวัดสมุทรปราการ 32 โครงการ มีหน่วยในผัง 19,708 หน่วย เหลือขาย 7,362 หน่วย
-โครงการในจังหวัดปทุมธานี 19 โครงการ มีหน่วยในผัง 14,625 หน่วย เหลือขาย 6,330 หน่วย
-โครงการในจังหวัดนครปฐม 11 โครงการ มีหน่วยในผัง 3,482 หน่วย เหลือขาย 1,114 หน่วย
-โครงการในจังหวัดสมุทรสาคร 3 โครงการ มีหน่วยในผัง 1,331 หน่วย เหลือขาย 640 หน่วย
พื้นที่ที่มีหน่วยห้องชุดในผังโครงการมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี เขตบางซื่อ อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอธัญญบุรี และเขตบางนา ส่วนเขตหรืออำเภอที่มีหน่วยห้องชุดเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอธัญญบุรี เขตห้วยขวาง และเขตบางซื่อ
ในช่วงครึ่งหลังปี 2559 อาคารชุดในกรุงเทพฯ – ปริมณฑลขายได้ใหม่จำนวนรวม 32,894 หน่วย มีอัตราดูดซับร้อยละ 6.0 ต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าอัตราดูดซับในปี 2558 ซึ่งมีอัตราร้อยละ 4.5
...
Subscribe to:
Comments (Atom)














































