Wednesday, February 21, 2018

iii กำไรโต 37.2% ตั้งเป้าปีนี้โตกว่า 20%



iii โชว์กำไรโตโดดเด่น 37.2% จากแอร์คาร์โก้และเคมีภัณฑ์
ตั้งเป้าปีนี้ทุกธุรกิจเติบโตแรงกว่า 20% รับ EEC และเศรษฐกิจโต

            บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (iii) ผู้นำธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจรของไทย โชว์ผลการดำเนินงานปี 60เติบโตโดดเด่น ทำรายได้ 2,295 ล้านบาท กำไรพุ่ง 37.2% พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งแอร์คาร์โก ขนส่งเคมีและทางเรือ แถมพันธมิตรเปิดเพิ่มหลายเส้นทางบิน



            นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือiii เปิดเผยว่า “บริษัทฯมีความยินดีที่จะรายงานผลประกอบการปี 2560 โดยบริษัทฯมีรายได้รวม 2,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรขั้นต้น 531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 130 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.2% จากกำไรสุทธิ 95 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจโลจิสติกส์มีการขยายตัวดีโดยเฉพาะธุรกิจขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 71% ของรายได้รวมของบริษัทฯ และธุรกิจขนส่งเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 21% ของรายได้รวม อีกทั้งบริษัทฯมีบริการที่หลากหลาย และครบวงจรอย่างแท้จริง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วน ทำให้บริษัทฯมียอดขายเพิ่มขึ้น จากทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ ยิ่งกว่านั้น ธุรกิจยังตอบรับกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการค้าของไทยจากโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯยังมีการบริหาร จัดการ ต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นายทิพย์ กล่าวเสริมว่า “ ในปี 2561 นี้ บริษัทฯตั้งเป้าเติบโตประมาณ 20% จากการขยายธุรกิจใหม่ทั้งแอร์คาร์โกและสายเรือใหม่ ด้วยงบลงทุนกว่า 200ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯได้ขยายธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดยในปีนี้ สายการบินไทยแอร์เอเชียและไทยแอร์เอชียเอ็กซ์ที่เป็นพันธมิตรหลักของบริษัทฯ ได้มีการขยายเส้นทางการบินเพิ่มขึ้น หลังการปลดล็อคมาตรฐานสนามบินนานาชาติของ ICAOพร้อมโฟกัสที่กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจ ล่าสุด บริษัทฯมีการเปิดตัวคลังสินค้าระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง พื้นที่ 5,000 ตารางเมตร โดยเริ่มให้บริการไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา คาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 80 %



ในธุรกิจขนส่งทางเรือ บริษัทฯคาดว่าจะมียอดขายเติบโตประมาณ 30% โดบบริษัทฯเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนเพียงรายเดียวในประเทศไทยของสายการเดินเรือ  ริเชา (Rizhao Shipping Lines) ซึ่งเป็นสายการเดินเรือรัฐวิสาหกิจของเมืองริเชา อยู่ในมณฑลซานตง ทางตอนเหนือของประเทศจีน โดยเริ่มแรกมีเส้นทางการให้บริการครอบคลุม ในประเทศจีน (ริเชา เซี่ยงไฮ้) เวียดนาม (โฮจิมินห์) และไทย (ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือคลองเตย)  ริเชา (Rizhao Shipping Lines) จากประเทศจีน ซึ่งถือเป็นการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทฯ ซึ่งมีบริษัทร่วมทุน เป็นตัวแทนสายการเดินเรือCK Line ของเกาหลีใต้ และ ด้านขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ (LCL) จาก ECU Worldwide(Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทฯร่วมทุน  ซึ่งตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคอินโดจีน

ด้านกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย (Chemical & Specialty Logistics Business) นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักที่บริษัทฯมีความเชี่ยวชาญ มีบุคลากรที่มีความรู้และความชำนาญเฉพาะด้านมีมาตรฐานระดับสากล ทำให้เป็นที่ไว้วางใจแก่ลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ บริษัทฯ กำลังดำเนินการขยายคลังสินค้าเพิ่มขึ้นกว่า3,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ในปีนี้จะมีพื้นที่คลังสินค้าเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตรายให้บริการไม่ต่ำกว่า 25,000 ตารางเมตรนอกเหนือจากคลังสินค้าเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตรายที่ให้บริการในโซนอุตสาหกรรม บริษัทฯ ยังเตรียมขยายพื้นที่คลังสินค้าเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในมากขึ้นอีกด้วย

...

WHAUP กำไรปี 60 โต 436.1% ปันผล 0.2034 บาทต่อหุ้น


WHAUP ฟอร์มเด่น โชว์กำไรปี 60 โต 436.1%
เร่งลงทุนสาธารณูปโภค – พลังงาน แบบครบวงจร ดันรายได้โต 11.3%
โชว์ปันผล 0.2034 บาทต่อหุ้น

บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เผยผลการดำเนินงานงวดปี 2560 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ (ธุรกิจน้ำ) 1,633.8  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3  % ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่ 1,980.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  436.1% จากความต้องการใช้น้ำเติบโตเพิ่มขึ้น หลังเดินเครื่องโรงไฟฟ้า 4 แห่ง ด้าน CEO “วิเศษ จูงวัฒนา” เผยปี 2561 ตั้งเป้าการเติบโตธุรกิจ เร่งเดินหน้าลงทุน ไฟฟ้า – น้ำ - จำหน่ายและค้าปลีกก๊าชธรรมชาติ – พลังงานทางเลือก สอดรับยุทธ์ศาสตร์กลุ่มธุรกิจ WHA Group


นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดปี 2560 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯมีรายได้จากการขายและการให้บริการ (ธุรกิจน้ำ)  1,633.8   ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (ธุรกิจพลังงาน)  1,936.1 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่ 1,980.9ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,611.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 436.1 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

สำหรับอัตราผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น  หลังจากเปิดดำเนินการ COD โรงไฟฟ้าครบ 4 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ วีทีพี  โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 1 โครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 2 และโครงการโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 3 ในช่วงเดือนพฤษภาคม กรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน ปี 2560 ที่ผ่านมาตามลำดับ

ณ สิ้นปี 2560 บริษัทมีกำลังการผลิตตามสัญญาตามสัดส่วนการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่เริ่มดำเนินผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน  478.3  เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกจำนวน 64.5 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทั้งหมดภายในปี 2562

นอกจากนี้ ธุรกิจสาธารณูปโภคมีการเติบโตเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมที่ WHAUP ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวให้เป็นผู้จัดจำหน่ายน้ำดิบ น้ำเพื่ออุตสาหกรรมและให้บริหารจัดการน้ำเสียครอบคลุมพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมฯ และเขตประกอบการอุตสาหกรรมฯ ของกลุ่มดับบลิวเอชเอ

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 มีมติให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.2034 บาท คิดเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 778,005,000 บาท โดยเสนอให้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กล่าวเพิ่มว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2561 บริษัทฯตั้งเป้าอัตราการเติบโตจากแผนการขยายการลงทุนทั้งในธุรกิจโรงไฟฟ้า สาธารณูปโภค และโครงการที่ต่อยอดธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ปริมาณการขายน้ำจะเพิ่มขึ้นประมาณ 13% หรืออยู่ที่ระดับ 113 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 4 ที่มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 31.3 เมกะวัตต์ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมถึงความต้องการใช้น้ำของลูกค้าในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมทั้งรายเดิม และ รายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น

 ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 3 โครงการ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 64.5 เมกะวัตต์  ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2561-2562 จำนวน 2 โครงการ คือ โรงไฟฟ้า SPP  ซึ่งจะเป็นการร่วมมือกัลฟ์ เอ็มพี และโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม VSPP ซึ่ง WHAUP จะลงทุนผ่านบริษัทย่อย ภายใต้ บริษัท ชลบุรี คลีนเอ็นเนอร์ยี จำกัด (CCE)  โดยเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มโกลว์ และสุเอซ และอีก 1 โครงการคือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดับบลิวเอชเอ กม.3 โซล่าร์ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาสแรก ปี 2561

 ส่วนแผนการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช (NGD) นั้น นายวิเศษ กล่าวว่า โครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2 คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ และพร้อมจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้ลูกค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ภายในไตรมาส 3/2561 นี้ ขณะที่โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 4 นั้น หลังจากที่บริษัทฯได้ดำเนินการเริ่มก่อสร้างช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2562
 
...

NPP ผนึก CP B&F ลงทุนธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม

NPP ผนึก CP B&F บริษัทในเครือกลุ่มซีพี
สร้างมิติใหม่แห่งการลงทุนธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม

บมจ.นิปปอน แพ็ค (ประเทศไทย) หรือ NPP  ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับ CP B&F บริษัทในเครือกลุ่มซีพี ลุยพัฒนาธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่ม หวังต่อยอดศักยภาพธุรกิจร้านอาหาร ให้แข็งแกร่ง ด้านผู้บริหาร “ นักกีล ซึง ” มั่นใจดีล ในครั้งนี้ WIN WIN ทั้ง 2 ฝ่าย เชื่อหนุนผลการดำเนินเติบโตก้าวกระโดดในอนาคต ตามนโยบายขยายสาขาใหม่ภายใน 2 ปีมีสาขาเพิ่ม 100 แห่งทั่วประเทศ จากเป้าปีนี้ที่จะเปิด 30 แห่ง


นายนักกีล ซึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอน แพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NPP เปิดเผยว่า บริษัท เอ็นพีพี ฟู๊ด อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (NPPF) บริษัทย่อยที่ NPP ถือหุ้นอยู่ 100%  ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับ บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ CP B&F บริษัทในเครือ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ในการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า ร่วมกับ CP B&F อาทิ กาแฟ เครื่องดื่ม ขนม ไอศครีม ปิงซู และอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มออเดอร์สินค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น และในอนาคตจะมีการร่วมพัฒนาสินค้าอื่น ๆ เพื่อวางจำหน่ายในร้านอาหารของเครือ CP เพิ่มเข้ามาอีหหนึ่งช่องทาง

การร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทั้ง NPPG และ CPB&F  ให้แข็งแกร่งขึ้นไป  ถือเป็นการร่วมมือทางธุรกิจที่ “win win” และเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

สำหรับ บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด ดำเนินธุรกิจโรงคั่วเมล็ดกาแฟ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ในเครือกลุ่มCP ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจอาหาร กว่า 20 ปี และจากประสบการณ์ทางธุรกิจที่ยาวนาน ส่งผลให้การร่วมมือในครั้งนี้สามารถต่อยอด NPPF ซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้ แฟรนไชส์ร้านอาหาร A&W  ได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพในอนาคตมากขึ้น

 “ เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้ง  NPPF และ CP B&F  จะสามารถขยายฐานกลุ่มลูกค้า ผ่านช่องทางจำหน่าย ของทั้ง  A&W และ Mr. Jones ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจาก CP B&F จะสร้าง coffee corner รวมถึงอาหาร bakery เข้าไปร่วมจำหน่าย  ทั้งนี้เชื่อว่าการผนึกกำลังระหว่าง 2 บริษัท จะเพิ่มมิติการร่วมมือระหว่างเครือ CP และ NPP ให้มีความหลากหลายมากขึ้น หลังจากที่มีการทำธุรกิจด้วยกันเรื่องบรรจุภัณฑ์ และการ supply วัตถุดิบอาหารให้กับร้านอาหารในกลุ่ม NPPG มาแล้ว ” นาย นักกีล กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2561 บริษัทฯมีการตั้งเป้าในการขยายสาขา ร้านอาหาร A&W   เพิ่มขึ้นอีก จำนวน 30 สาขา จากปัจจุบัน 33 สาขา และจากแผนกลยุทธ์การเพิ่มช่องทางการตลาด ตามยุทธ์ศาสตร์ระยะยาวที่บริษัทฯวางไว้ ส่งให้บริษัทฯมีการคาดการว่า และตั้งเป้าว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ร้านอาหาร A&W จะมีสาขาทั่วประเทศรวมมากกว่า 100 สาขา (เพิ่มขึ้นประมาณ 30 สาขาต่อปี) ซึ่งจะเป็นการขยายตามสถานีน้ำมัน รวมถึงห้างสรรพสินค้า ต่างๆ
...

"ตุ๊กตุ๊กพาส" ระดมทุนผ่าน ICO รวม 2.2 หมื่นล้านบาท



ตุ๊กตุ๊กพาส ICO เหรียญ TTP-A ระดมเงิน 2.2 หมื่นล. เปิดขายผ่าน TDAX รอบแรก 5 มี.ค.-30 มิ.ย. เร่งวางแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวครบวงจร กระจายจุดวางตู้คีออส 100,000 โรงแรมใน 100 เมืองท่องเที่ยวทั่วโลก ตั้งเป้าสร้างกำไร 486 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปี



            
              จากกระแสการระดมเงินโดยการออกขายเหรียญโทเคนที่คึกคัก หลังจากที่กลุ่มเจมาร์ทประสบความสำเร็จในการออก ICO( Initial Coin Offering) ขายโทเคน JFin Coin 100 ล้านโทเคน มูลค่ารวม 660 ล้านบาท (ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หมดภายใน 3 วัน และจะนำเข้าซื้อขายในตลาดรอง TDAX ภายในวันที่ 2 เมษายนนี้  
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทคริปโตเวชั่นก็ได้เปิดตัวว่าจะขาย ICO เหรียญ CXO มูลค่ารวมประมาณ 30-40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้  ยังมีบริษัทเดฟเน็ตเวิร์ค (Devnetwork) ที่ออก ICO เหรียญ DEV มูลค่ารวม 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯได้ขายปิดการขายพรีเซลไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอยู่ระหว่างเปิดขาย ICO เหรียญ DEV รอบแรกวันที่ 16-28 ก.พ.นี้ รอบ 2 และ 3 จะขายในครึ่งเดือนแรกและครึ่งเดือนหลังของเดือนมีนาคม
บริษัทตุ๊กตุ๊กพาส เตรียมระดมทุนผ่าน ICO ด้วยมูลค่ารวมที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา คือ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 22,400 ล้านบาท




            บริษัท ตุ๊กตุ๊กพาส จำกัด เปิดตัวบริการทางการท่องเที่ยวที่ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมดในแพลตฟอร์มเดียว ผ่านบริการทั้ง 3 รูปแบบ คือ Blockchain Kiosk, Website, และApplication ด้วยเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์มจะมีการเชื่อมต่อกับธุรกิจท้องถิ่นผ่านระบบ API (Application Programming Interface) เพื่อให้ผู้ใช้มีความสะดวกในการเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมดในแพลตฟอร์มเดียว ประกอบด้วยบริการการท่องเที่ยว, มัคคุเทศก์, โรงแรมที่พัก, การเดินทาง, ร้านอาหาร, บริการทางด้านสุขภาพ, บริการเลือกซื้อสินค้า, ที่ปรึกษาทางธุรกิจ, การให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับนักท่องเที่ยว, ประกันการเดินทาง, กิจกรรมพิเศษ, การจองตั๋วคอนเสิร์ต, การศึกษา, ให้บริการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และการแลกเงิน



            นางสาวปรางพิสุทธิ์ แดงเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตุ๊กตุ๊กพาส จำกัด กล่าวว่า ตุ๊กตุ๊กพาสยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีเป้าหมายในการสร้าง Lifestyle Social Network ให้กับผู้ใช้งาน ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการต่างจะได้รับประโยชน์จากชุมชนการท่องเที่ยวทั่วโลก เช่น นักท่องเที่ยวที่เขียนรีวิวดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อนักเดินทางคนอื่นๆก็จะได้รับคะแนนที่สามารถนำไปใช้เพื่อแลกรับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวสำหรับการเดินทางในครั้งต่อไป ส่วนผู้ให้บริการที่มีคุณภาพก็จะได้คะแนนจากผู้ใช้งานและได้โอกาสในการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น และด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชนจะทำให้ระบบการจอง และการชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มตุ๊กตุ๊กพาส เป็นระบบ Decentralized มีความถูกต้องรวดเร็ว อีกทั้งยังรองรับการชำระเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) และในรูปแบบเหรียญโทเคน (Token) สกุลต่างๆในอนาคตอีกด้วย
บริษัทมีกลยุทธ์การโฆษณา ณ จุดขาย (Point of Purchase Advertising - POP) เปิดตัวแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ด้วยการวางตู้ Blockchain Kiosk ในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม 100,000 โรงแรมใน 100 เมืองท่องเที่ยวระดับโลก เข้าถึงนักท่องเที่ยว 555 ล้านคน หรือ 45% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1,235 ล้านคน บริษัทตั้งเป้าสร้างกำไร 486 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปี
“ภารกิจของเรา คือ การสร้างแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบายไร้รอยต่อ ( Seamless User Experience) ผ่าน 15 หมวดบริการการท่องเที่ยวที่เชื่อม API กับแอพพลิเคชั่นท้องถิ่นทั่วโลก นักท่องเที่ยวสามารถหาข้อมูลเพื่อสร้างและปรับแผนการเดินทางของพวกเขาได้ในแพลตฟอร์มเดียว” นางสาวปรางพิสุทธิ์กล่าว   



บริษัทจะออกโทเคน TTP-A (Tuk Tuk Pass Asset) รวม 1,000 ล้านโทเคน ขายให้นักลงทุน 700 ล้านโทเคน ราคาขายโทเคนละ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยขายผ่าน TDAX Exchange (TDAX.Com) โดยแบ่งการขายออกเป็น 10 งวดๆละ 70 ล้านโทเคน การขายงวดแรกจะขายในช่วง 5 มี.ค.-30 มิ.ย.2561 หลังจากขายงวดแรกแล้วจะจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดรอง TDAX ในเดือนก.ค.61 หลังจากนั้นจะทยอยออกขายโทเคนระดมทุนในทุกๆไตรมาสจนครบ 10 งวด
TTP-A เป็นโทเคนที่ให้โอกาสผู้ซื้อในงวดแรกได้สิทธิในการซื้อโทเคนในรอบต่อๆไปของการเปิดขายในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม แม้ว่าราคาขายโทเคนในงวดต่อๆไปจะปรับเปลี่ยนไปตามราคาในตลาดรอง ทั้งนี้เหรียญ TTP-A จัดเป็น Utility Token ซึ่งผู้ถือโทเคนจะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าประมวลผลเน็ตเวิร์คที่เกิดจากการซื้อบริการการท่องเที่ยวบนแพล็ตฟอร์มของตุ๊กตุ๊กพาส ซึ่งจะจัดสรรในทุกไตรมาสที่ 4 โดยจะจ่ายเป็นโทเคน TTP-C (Coin) ซึ่งเป็นเหรียญที่ไม่ได้เข้าซื้อขายในตลาดรอง แต่สามารถนำเหรียญมาใช้แลกสินค้า และบริการในระบบแพลตฟอร์มของตุ๊กตุ๊กพาส เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการต่างๆได้ทั่วโลก ลดปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และเพื่อส่งเสริมให้ผู้ถือ TTP-A ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก
เหรียญ TTP-C จะถูกสร้างขึ้นจากส่วนหนึ่งของกำไรสุทธิจากการทำรายการบนแพล็ตฟอร์มของตุ๊กตุ๊กพาส โดยแบ่งให้กับผู้ถือเหรียญ TTP-A ในแง่ของผู้ใช้บริการตุ๊กตุ๊กพาส สามารถได้รับรางวัลในรูปแบบของเหรียญ TTP-C ได้ เช่น ไกด์นำเที่ยวที่ให้บริการที่มีคุณภาพ หรือนักท่องเที่ยวที่แชร์รีวิวที่เป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนนักเดินทาง ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ผลตอบแทนแก่ผู้ใช้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนการเดินทางของแพล็ตฟอร์มของตุ๊กตุ๊กพาส
แผนงานเพื่อรองรับการระดมทุนหลังจบการขายในงวดแรก มิ.ย.61 จะเริ่มเปิดตัวใน 4 ประเทศ 10 เมืองในปีนี้ คือ ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยการขาย ICO ในรอบต่อๆไปจะสอดคล้องกับแผนการขยายการบริการไปยังเมืองท่องเที่ยวต่างๆในหลากหลายประเทศมากขึ้นตามแผนที่วางไว้ อาทิ จีน อินเดีย เอเชีย ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ และยุโรป
โทเคนอีกจำนวน 300 ล้านโทเคนที่ไม่ได้จำหน่ายนั้นจะแบ่งเป็น 200 ล้านโทเคนใช้สำรองสำหรับแจกจ่ายหรือแลกเปลี่ยน(swap)กับธุรกิจท้องถิ่น รวมถึงการทำ M&A (Merger and Acquisition)ในอนาคต ส่วนที่เหลืออีก 100 ล้านโทเคนจะจัดสรรให้ทีมงานโดยทยอยจัดสรรปีละ 20 ล้านโทเคนเป็นเวลา 5 ปี ในส่วนนี้จะมีช่วง Silent Period ห้ามขายออกมาในช่วง 5 ปีแรก เพื่อให้ทีมงานร่วมดำเนินโครงการในระยะยาว สามารถดูรายละเอียด และอ่าน White Paper ได้ที่ www.tuktukpass.co





Tuesday, February 20, 2018

บลจ.บัวหลวงขายกองทุนใหม่ บัวหลวงธนสารพลัส 7/18


          บัวหลวงธนสารพลัส 7/18 เน้นลงทุนในตราสารแห่งหนี้ต่างประเทศ และหรือเงินฝากต่างประเทศ IPO 21-27 ก.พ. 2561


          กองทุนบัวหลวง เสนอขายกองทุนรวมบัวหลวงธนสารพลัส 7/18
          ระหว่างวันที่ IPO 21-27 ก.พ. 2561
          สำหรับกองทุนรวมบัวหลวงธนสารพลัส 7/18 (BP7/18) เน้นลงทุนในตราสารแห่งหนี้ต่างประเทศ และหรือเงินฝากต่างประเทศ ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยจะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และหรือภาคเอกชน ในระดับ Investment grade
          กองทุน BP 7/18 อายุประมาณ 6 เดือน ประมาณการผลตอบแทน 1.25% ต่อปี ขนาดโครงการ 7,000 ล้านบาท
          ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าว เหมาะสมกับเงินลงทุนของผู้ลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารแห่งหนี้ต่างประเทศ โดยเลือกลงทุนในตราสารหนี้ของกิจการที่มีความมั่นคง และมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่ดี อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนที่จะนำมาลงทุนในกองทุนนี้ ควรเป็นเงินส่วนที่สามารถลงทุนได้ตามอายุกองทุน ลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท ที่ราคาเสนอขาย 10 บาทต่อหน่วยลงทุน
          สำหรับตราสารหนี้ และ / หรือประเทศที่จะลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ของตลาดตราสารหนี้ขณะนั้นๆ
          ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทุนบัวหลวง โทร 0-2674-6488 กด 8 หรือ สาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ โทร. 1333 หรือ บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง โทร. 0-2231-3777 หรือ 0-2618-1000 บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต โทร.0-2777-8999 บมจ.หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน โทร. 0-2638-5500

          การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

GBS มองหุ้นไทยขานรับตัวเลข GDP โตต่อเนื่องปีนี้

GBS มองหุ้นไทยขานรับตัวเลข GDP โตต่อเนื่องปีนี้ วางกรอบดัชนี 1,790 -1,825 จุด แนะเก็งกำไร IVL-MINT-TVO

          บล.โกลเบล็ก มองตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวชัดเจนในปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปีนี้ บวกราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับสูงหลังกลุ่มโอเปคยังมุ่งมั่นต่อการลดกำลังผลิตจนถึงสิ้นปี ให้กรอบดัชนี 1,790 -1,825 จุด แนะซื้อเก็งกำไร IVL - MINT อานิสงส์ดัชนี MSCI เพิ่มน้ำหนักลงทุนมีผล 28 ก.พ. รวมถึง TVO ราคากากถั่วเหลืองที่ปรับขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า และ AIT - ITEL ลุ้นเป็นผู้ชนะประมูลเน็ตชนบทในปลายเดือนนี้ ด้านราคาทองคำ มีแนวโน้มที่จะพักตัวต่อ แนะ เก็งกำไรในกรอบ 1,300–1,370 ดอลลาร์


          น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่าภาวะตลาดหุ้นไทยตอบรับปัจจัยบวกภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/2560 จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานตัวเลข GDP ขยายตัว 4% แม้ตัวเลขดังกล่าวจะต่ำกว่าคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 4.4% แต่มองว่ามีทิศทางที่ดีต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตัวเลข GDP ในปี 2560 ขยายตัวที่ระดับ 3.9% ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2561 ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับที่สภาพัฒน์ยังคงคาดการณ์ GDP ปี 2561 ว่าจะขยายตัว 3.6-4.6% ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงานและฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้การที่ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับสูงจากการที่กลุ่มโอเปกยังมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าลดการผลิตน้ำมันตามสัญญาไปจนถึงสิ้นปีนี้

          ส่วนปัจจัยที่มีผลกระทบในเชิงลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะนี้มาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โดย fund flow ยังมีความผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3.4 หมื่นล้านบาท

          อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาการประชุมทูตพาณิชย์ในวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อกำหนดเป้าเติบโตของการส่งออก และในวันที่ 21 ก.พ. สหรัฐและอียูจะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นของเดือนกุมภาพันธ์ รวมทั้งสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขยอดขายบ้านมือสองเดือนม.ค. ส่วนในวันที่ 22 ก.พ.สหรัฐฯ จะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์

          ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยให้ดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,790 -1,825 จุด ดังนั้นแนะนำกลยุทธ์การลงทุน "ซื้อเก็งกำไร" หุ้นที่มีปัจจัยบวก ได้แก่ IVL และ MINT ได้แรงหนุนจากดัชนี MSCI เพิ่มน้ำหนักลงทุน มีผล 28 ก.พ. รวมถึง TVO อานิสงส์จากราคากากถั่วเหลืองปรับขึ้นติดต่อกัน 5 วันทำการกว่า 7% และ AIT และ ITEL ที่ได้รับอานิสงส์จากกสทช.เตรียมประมูลเน็ตชนบทเดือน ก.พ. 61 และมีลุ้นว่าอาจเป็นผู้ชนะการประมูล

          สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ภาวะเงินบาทกลับมาแข็งค่าใกล้ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้งกดดันต่อราคาทองคำภายในประเทศให้ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าราคาทองคำในรูปสกุลเงินดอลลาร์ และมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน โดยราคาทองคำไทยแกว่งแบบ sideway down ที่ให้น้ำหนักการเป็นขาลงมากกว่า ในขณะที่ราคาทองคำโลกแกว่งแบบ sideway ปรับฐานระหว่างขาขึ้น

          อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดล่วงหน้ามีการลดจำนวนถือครองสถานะ long ลงเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ราคาทองคำถึงระดับ 1,360 ดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มที่ราคาทองคำจะมีการพักตัวต่อไปในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าจะเป็นการแกว่ง sideway ในช่วง 1,300–1,370 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว จึงแนะนำนักลงทุนเก็งกำไรในกรอบดังกล่าว

...

‘แอล เอช ฟันด์’ เปิดขาย IPO หน่วยลงทุน วันนี้ – 27 ก.พ.นี้


           'แอล เอช ฟันด์' ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่หรือ 'อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต' โดดเด่นรับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเติบโต หนุนโอกาสเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนที่ดี สอดคล้องกับมุมมองของ Bank of New York Mellon,World Economic Outlook และวาณิชธนกิจชั้นนำอย่าง Goldman Sachs ที่คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต ปี 2561 จะมีอัตราเติบโต 4.9% ด้านผู้บริหารดีเดย์เปิดขาย IPO กองทุนใหม่ 'แอล เอช อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต-E' ตั้งแต่วันนี้ – 27 ก.พ.นี้ ที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ผ่าน American Century SICAV-Emerging Markets Equity เป็นกองทุนหลัก



          นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ แอล เอช ฟันด์ เปิดเผยว่า แอล เอช ฟันด์ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หรือ 'อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต' (Emerging Markets) โดยมองว่าเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้ อาทิ ประเทศจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน บราซิล แอฟริกาใต้ รัสเซีย อินเดีย มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะจีน อินเดียและเกาหลีใต้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มนี้ สอดคล้องกับมุมมองของ Bank of New York Mellon (BNY Mellon) World Economic Outlook (WEO) และวาณิชธนกิจชั้นนำอย่าง Goldman Sachs ที่มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2561 กำลังเข้าช่วงปลายของการขยายตัว อย่างไรก็ตามในภาวะดังกล่าวนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันได้ประเมินแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศในกลุ่มอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตในปี 2561 จะอยู่ที่ประมาณ 4.9%

          ทั้งนี้ ตลาดหุ้นในอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ 1.มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว 2.บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต มีกำไรเติบโตในอัตราที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว 3.มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้นบริษัทจดทะเบียน

          ในอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต ถูกกว่าตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้ว วัดได้จากค่า PE Ratio ในปี 2560 ที่ซื้อขายกันประมาณ 13.14 เท่า ต่ำกว่าตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ประมาณ 16.67 เท่า และ 4.กระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตตั้งแต่กลางปี 2559 เนื่องจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเติบโตได้ดี กรรมการผู้จัดการ แอล เอช ฟันด์ กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าวจึงมองเป็นโอกาสดีของผู้ถือหน่วยลงทุนที่จะกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต จึงเปิดตัวกองทุนเปิดแอล เอช อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต-E หรือ LH EMERGING MARKETS – E FUND (LHEM-E) มีมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เปิดขาย IPO ตั้งแต่วันนี้ –  27 ก.พ.นี้ กำหนดเงินลงทุนครั้งแรกและครั้งถัดไปขั้นต่ำ 5,000 บาท และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 12 ครั้ง โดยเป็นกองทุน Feeder Fund ที่จะเข้าลงทุนใน American Century SICAV-Emerging Markets Equity ชนิดหน่วยลงทุน I Share Class เป็นกองทุนหลัก เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน

          ขณะที่กองทุน American Century SICAV-Emerging Markets Equity ซึ่งเป็นกองทุนหลักที่จะเข้าลงทุนนั้น บริหารเงินลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนจาก American Century Investment Management ที่มีประสบการณ์เฉลี่ย 19 ปี โดยมีจุดเด่นด้านกลยุทธ์การลงทุนแบบ Bottom-up เพื่อคัดเลือกหุ้นจำนวน 80-100 บริษัท และเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีทิศทางการเติบโตของกำไรเป็นแนวโน้มขาขึ้นและมีกำไรเติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด

          "กองทุนเปิดแอล เอช อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต-E เป็นกองทุนที่ 2 ที่เราเปิดตัวในปีนี้ต่อจากกองทุนแอล เอช  โรโบติกส์-E ที่ได้รับการตอบรับที่ดี โดยทิศทางของ แอล เอช ฟันด์ในปีนี้ จะเพิ่มความถี่การเปิดตัวกองทุนมากขึ้นและเน้นขยายพอร์ตกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ทั้งกองทุนมีนโยบายลงทุนในแต่ละภูมิภาคหรือเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เพื่อเป็นทางเลือกแก่นักลงทุนภายใต้กลยุทธ์ Assets Allocation ที่จะให้คำแนะนำการลงทุนแก่ผู้ถือหน่วยกองทุน แอล เอช ฟันด์ ทุกๆ ไตรมาสเพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทและลดผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ" นายมนรัฐ กล่าว

บลจ.ไทยพาณิชย์ไม่หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้น ออกกองทุน SCB Income

บลจ.ไทยพาณิชย์ไม่หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้น ออกกอง SCB Income เน้นลงทุนตราสารหนี้โลก ชูกลยุทธ์สร้างรายได้ระหว่างทางผ่าน PIMCO กองทุน 5 ดาวมอร์นิ่งสตาร์

          นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวกองทุนใหม่ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ เพิ่มขึ้นอีก 1 กอง ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ อินคัม (SCB Income Fund) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนที่ต้องการสร้างโอกาสผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป พร้อมโอกาสสร้างรายได้ระหว่างทางการลงทุน โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น โดยจะเริ่มเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 20- 26 กุมภาพันธ์ ศกนี้ มูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท



          ทั้งนี้ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ อินคัม เป็นกองทุนรวมผสมที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ รวมไปถึงสินทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ PIMCO GIS Income จดทะเบียนในประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภทที่มีศักยภาพทั่วโลกทั้งตลาดประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ทำให้มีแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังช่วยลดความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย โดยผู้จัดการกองทุนสามารถพิจารณาปรับสัดส่วนและกระจายการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ โดยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

          สำหรับกองทุน PIMCO GIS Income Fund บริหารแบบเชิงรุกแบบไม่ยึดติดกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark Agnostic) ทำให้การจัดสรรสินทรัพย์มีความยืดหยุ่น เพื่อวัตถุประสงค์หลักคือการรักษาเงินต้นควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอและทำให้ผลตอบแทนรวมในระยะยาวของพอร์ตเติบโตขึ้น โดยพอร์ตการลงทุนในทรัพย์สินหลักๆ ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีการจัดอันดับความเชื่อถือในระดับลงทุนได้ ตราสารหนี้ high yield, หลักทรัพย์ที่มีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (mortgage backed security : MBS) ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ โดยมีดูเรชั่นเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ถือครอง (Effective Duration) อยู่ที่ 2.05 ปี ต่ำกว่าดัชนีชี้วัด Bloomberg Barclays U.S. Aggregate ซึ่งอยู่ที่ 5.98 ปี (ที่มา : SCBAM ณ 31 ธ.ค. 60) รวมถึงมีความผันผวนของผลตอบแทนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกองทุนอื่นที่บริหารงานโดยใช้กลยุทธ์ใกล้เคียงกัน

          นายสมิทธ์ กล่าวว่า จุดเด่นของกองทุน PIMCO GIS Income เป็นกองทุนที่สามารถสร้างรายได้ระหว่างทางอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงถึง 7.27% ต่อปี และมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 7.36% สูงกว่าเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดซึ่งอยู่ที่ 3.54% รวมถึงมีประวัติผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จแม้กระทั่งในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น นอกจากนี้กองทุน PIMCO GIS Income ยังได้รับการจัดอันดับดีเยี่ยมสูงสุด 5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการอยู่ที่ 72.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ที่มา : SCBAM ณ 31 ธ.ค. 60)

          บลจ.ไทยพาณิชย์ มองว่าตลาดตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ถึงแม้จะมีความกังวลในเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่มีแนวโน้มขาขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น ก็เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในกรอบ ขณะเดียวกัน กองทุน PIMCO GIS Income ยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีทั้งในสถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้นและขาลง ด้วยนโยบายการลงทุนที่ไม่ยึดติดกับดัชนีอ้างอิงและมีความยืดหยุ่น ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมา

          ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการ ได้ที่ SCBAM Call Center โทร.02-777-7777 กด 0 กด 6 หรือผู้สนับสนุนการขายทุกราย

KTAM จ่ายเงินปันผล 5 กองทุน มูลค่ากว่า 658 ล้านบาท


KTAM จ่ายเงินปันผล 5 กองทุน มูลค่ากว่า 658 ล้านบาท

           นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการลงทุนมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผล 5 กองทุน เป็นจำนวนเงินกว่า 658 ล้านบาท ประกอบด้วย กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ พลัส Class D ครั้งที่ 1 /2561 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม -31 ธันวาคม 2560 ผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 ในอัตรา 0.12 บาทต่อหน่วย โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 มีนาคม 2561


          กองทุน KTFIXPLUS เน้นลงทุนในเงินฝาก ตราสารเทียบเท่าเงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ กองทุนมีนโยบายควบคุมความเสี่ยงต่างประเทศโดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน50% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ นอกจากนี้ ยังป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเต็มจำนวน (Fully hedged ) กองทุนนี้สร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว เพื่อขยายโอกาสเพิ่มผลตอบแทนทั้งจากดอกเบี้ยรับและกำไรจากเงินลงทุน ซึ่งกองทุนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนในการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าหน่วยลงทุนในระยะสั้นได้ สามารถรับความเสี่ยงทั้งจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน และตราสารหนี้ต่างประเทศได้ และมีระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสม1 ปี ขึ้นไป โดยผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 2.00% Benchmark อยู่ที่ 2.81 %

          ส่วนกองทุนเปิดกรุงไทย พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (KT-PIF-D) จ่ายเงินปันผลครั้งที่ 4/2560 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 -30 เมษายน 2561 ผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มกราคม 2561 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายเงินในปันผลในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561

          กองทุน KT-PIF-D มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน ในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยกองทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ และมีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุน ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ย้อนหลัง 6 เดือน อยู่ที่ 8.44% ย้อนหลัง 9 เดือน อยู่ที่ 11.32% และย้อนหลัง1 ปี อยู่ที่ 7.40% เมื่อเทียบกับ Benchmark ย้อนหลัง6 เดือน อยู่ที่ 3.19% 9 เดือน อยู่ที่ 7.41 % และ1 ปี อยู่ที่ 7.39 %

          นอกจากนี้ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซี.ฟี .ทาวเวอร์ โกรท (CPTGF) จ่ายเงินปันผลครั้งที่ 16 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 ตุลาคม 2560 - 31 ธันวาคม 2560 ขึ้นเครื่องหมายXD วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ปิดสมุดทะเบียน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ในอัตรา 0.1855 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 มีนาคม 2561 กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGATIF) ครั้งที่ 9 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2560 -31 ธันวาคม 2560 ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ปิดสมุดทะเบียน ในวันที่ 2 มีนาคม 2561 จ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.1900 บาทต่อหน่วย ในวันที่ 15 มีนาคม 2561 และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตลาดไท (TTLPF) ครั้งที่ 29 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2560 -31 ธันวาคม 2560 ขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 และจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.3930 บาทต่อหน่วย ในวันที่ 15 มีนาคม 2561

          ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

‘ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล’ มองตลาดหุ้นโลกขาขึ้นแต่ระยะสั้นผันผวน


          ชูกลยุทธ์การลงทุนสร้างพอร์ตลงทุนผันผวนต่ำ
          คัดเลือกหุ้นคุณภาพจากทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง

          บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มองตลาดหุ้นทั่วโลกเติบโตต่อเนื่องแต่ระยะสั้นมีโอกาสผันผวน ประเดิมเปิดตัวกองทุนใหม่ 'กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล แมนเนจ โวลาทิลี้ อิควิตี้' เพิ่มพอร์ตลงทุนหุ้นทั่วโลก ชูจุดเด่นใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ 'Managed Volatility' เน้นคัดเลือกหุ้นคุณภาพจากทั่วโลก ปรับพอร์ตลงทุนให้ผันผวนต่ำ ช่วยลดผลกระทบในช่วงที่ตลาดปรับลดลงและคาดหวังผลตอบแทนที่เหมาะสมในภาวะตลาดขาขึ้น เปิดเสนอขาย 19-27 กุมภาพันธ์ 2561


          นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจัดการได้เปิดตัวกองทุนเปิด 'ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล แมนเนจ โวลาทิลี้ อิควิตี้' หรือ CIMB-Principal Global Managed Volatility Equity Fund (CIMB-PRINCIPAL GMV) เป็นกองแรกของปีนี้ โดยเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันที่ 19-27 กุมภาพันธ์ 2561
          ทั้งนี้ ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มีมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เริ่มจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังมีแรงผลักดันเชิงบวกจากเศรษฐกิจที่เติบโต ผลกำไรบริษัทจดทะเบียนและนโยบายปรับลดภาษี แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านราคาหุ้นที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 8 ปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดหุ้นยุโรปถึงแม้มีโอกาสปรับขึ้นจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตได้ดี แต่ต้องติดตามปัจจัยการเลือกตั้งในประเทศอิตาลี ประเด็น Brexit และการปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติของธนาคารกลางยุโรป ส่วนตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets แม้มีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจทั่วโลกที่ดีขึ้น แต่มีความเสี่ยงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีโอกาสปรับลดลง เช่นเดียวกันตลาดหุ้นไทยที่ได้รับปัจจัยบวกจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ขยายตัว แต่ในด้านอัตรากำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอาจเติบโตไม่ทัน จึงอาจส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นได้

          ดังนั้น เพื่อให้เหมาะกับการลงทุนภายใต้ธีม Stay Invested and Stay Diversified ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จึงเปิดตัวกองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล แมนเนจ โวลาทิลี้ อิควิตี้ มีทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท โดยมีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียวคือ Acadian Global Managed Volatility Equity UCITS Fund ชนิดหน่วยลงทุน A USD Accumulation เป็นกองทุนหลัก เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนดังกล่าวบริหารจัดการโดย Russell Investments Ireland Limited เป็นบริษัทจัดการและมี Acadian Asset Management, LLC. เป็นผู้บริหารเงินลงทุน

          สำหรับจุดเด่นของ Acadian Global Managed Volatility Equity UCITS Fund คือการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ 'Managed Volatility' โดยใช้หลัก Internal Quant Model ที่เป็นโมเดลของทาง Acadian ในการคัดเลือกหุ้นในตลาดทั่วโลกและประเมินสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ เพื่อกระจายพอร์ตลงทุนให้มีความผันผวนต่ำ ช่วยลดผลกระทบในภาวะที่ตลาดปรับลดลงและคาดหวังผลตอบแทนที่ดีในช่วงตลาดขาขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนระยะยาว และมีโอกาสให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในรูปแบบ Minimum Variance

          ขณะที่ Acadian Asset Management, LLC. ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินลงทุนใน Acadian Global Managed Volatility Equity UCITS Fund ถือเป็นผู้ริเริ่มกลยุทธ์การลงทุนแบบ Managed Volatility เป็นรายแรกตั้งแต่ปี 2549 โดยมีสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวรวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

          ซึ่งพอร์ตการลงทุนของ Acadian Global Managed Volatility Equity UCITS Fund อาทิ หุ้นของ ESTEE LAUDER COS INC THE ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ความงามระดับโลก, หุ้น MCDONALD'S CORP ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม, หุ้น MASTERCARD INC ผู้ให้บริการระบบจ่ายเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก เป็นต้น โดยนับตั้งแต่กองทุนปี 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 11.47% ต่อปี สูงกว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของดัชนี MSCI World ซึ่งอยู่ที่ 10.85% และปี 2554 ซึ่งเกิดวิกฤตการเงินยุโรปที่กองทุนฯ มีอัตราผลตอบแทน 7.5% เทียบกับเกณฑ์ Benchmark หรือเกณฑ์อ้างอิงผลการดำเนินงานซึ่งติดลบ 5.5% รวมถึงให้อัตราผลตอบแทนติดลบในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ที่น้อยกว่าดัชนีเปรียบเทียบ

          "บริษัทจัดการมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้ แต่ในระยะสั้นตลาดหุ้นประเทศต่างๆ อาจผันผวนจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นสูงแล้ว นโยบายการเงินการคลัง ปัจจัยการเมือง ดังนั้นบริษัทจัดการมองว่า กองทุนเปิด ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล แมนเนจ โวลาทิลี้ อิควิตี้ จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มพอร์ตลงทุนหุ้นทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อลดผลกระทบในช่วงตลาดผันผวนและทำกำไรได้ดีในช่วงตลาดขาขึ้น" นายวิน กล่าว

          ทั้งนี้ กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล แมนเนจ โวลาทิลี้ อิควิตี้ (CIMB-PRINCIPAL GMV) มีทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท เปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) วันที่ 19 – 27 กุมภาพันธ์ 2561 (กำหนดวงเงินสั่งซื้อขั้นต่ำครั้งละ 5,000 บาท) สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถขอหนังสือชี้ชวนได้ที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด โทร. 02 686 9595 website www.cimb-principal.co.th

...

บลจ.กสิกรไทย ชูกลยุทธ์การลงทุนที่สอดคล้องกับทุกสภาวะตลาด


           บลจ.กสิกรไทย จัดงานสัมมนา "KAsset Investment Forum 2018: Strategy for all seasons" พร้อมนำทัพพันธมิตรจาก 4 บลจ.ชั้นนำระดับโลก เจาะลึกกลยุทธ์และมุมมองการลงทุนปี 61 เผยปีนี้ตลาดโลกในภาพรวมมีแนวโน้มผันผวนขึ้น เตรียมขนผลิตภัณฑ์กองทุนรองรับการจัดพอร์ตลงทุนให้ลูกค้า โดยเน้นจัดสรรสัดส่วนในหลากหลายสินทรัพย์อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนเอาชนะได้ในทุกสภาวะตลาด



          นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยถึงมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทในงานสัมมนา "KAsset Investment Forum 2018: Strategy for all seasons" ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2561 ยังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคขยายตัวไปในทิศทางเดียวกันชัดเจนขึ้น ส่งผลบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้น ทำให้ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมากกว่าตราสารหนี้ อย่างไรก็ตามจากราคาหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา จึงคาดว่าแนวโน้มในปี 2561 ตลาดอาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงเหมือนในปี 2560 และบรรยากาศในการลงทุนภาพรวมน่าจะมีความผันผวนมากขึ้น

          "ระดับราคาหุ้นในภาพรวมที่ซื้อขายในระดับที่เริ่มแพง รวมถึงแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตังสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่า FED อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัว อาจมีความเสี่ยงทำให้สินทรัพย์ทั่วโลกเผชิญกับแรงเทขายในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจโลกในภาพรวมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงและยังมีแนวโน้มเติบโตที่ดี ซึ่งการปรับฐานลงของหลายๆ ตลาดอาจเป็นจังหวะที่ดีในการอาศัยเข้าลงทุนเพิ่มเติมเพื่อการลงทุนในระยะยาว บลจ.กสิกรไทยจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ ซึ่งเป็นบลจ.ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ BlackRock, J.P. Morgan, Fidelity และ Lombard Odier ร่วมนำเสนอมุมมองและกลยุทธ์การลงทุน รวมถึงการแนะนำผลิตภัณฑ์กองทุนที่เหมาะสม เพื่อนำเสนอเป็นพอร์ตการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนเอาชนะได้ในทุกๆ สภาวะตลาด ซึ่งหัวใจสำคัญคือการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์อย่างเหมาะสม(Asset Allocation) เพื่อช่วยควบคุมหรือลดความเสี่ยงโดยรวม และต้องมีการปรับพอร์ตให้มีความสอดคล้องกับการลงทุนในทุกๆ สถานการณ์" นายวศินกล่าว

          นายวศินกล่าวต่อไปว่า การจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมจะคำนึงถึงความต้องการและตอบโจทย์ต่อลูกค้า 2 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มแรกคือลูกค้าที่ลงทุนผ่านผู้ดูแลและให้คำปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์ส่วนบุคคล (RM) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่แนะนำพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยนำเสนอ 4 กองทุนที่คัดเลือกมาให้แล้ว เพื่อนำมาจัดสรรสัดส่วนให้กับลูกค้า ได้แก่ กองทุน K-GINCOME ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกที่มีการจ่ายผลตอบแทนสูงทั้งในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล, กองทุน K-SGM ซึ่งมีนโยบายกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลกโดยจัดสรรสัดส่วนการลงทุนตามความเสี่ยงของสินทรัพย์ (Risk Based Allocation), กองทุน K-CHINA ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในประเทศจีน (A-Share) และฮ่องกง (H-Share) และกองทุน K-ART ซึ่งเน้นการใช้กลยุทธ์ Market Neutral Strategy ผ่านการลงทุนโดยใช้ตราสารอนุพันธ์ (synthetic long / synthetic short) เพื่อลดความเสี่ยงด้านตลาดของหุ้นที่ลงทุน โดยทั้ง 4 กองทุนที่กล่าวมาเป็นการลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศซึ่งบริหารจัดการโดย 4 บลจ.ชั้นนำที่เป็นพันธมิตรของบลจ.กสิกรไทยดังกล่าว



          ด้านผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถึง ณ วันที่ 29 ธ.ค. 2560 กองทุน K-GINCOME-A(R) ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.84%, K-SGM ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 9.79% และ K-CHINA ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 37.09% และยังเป็นกองทุนที่ได้รับเรตติ้ง 5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ (Morningstar(R) Overall Rating ของกลุ่ม Thailand OE China Equity, ข้อมูล ณ 31 ม.ค.2561) ส่วน K-ART ซึ่งเป็นกองทุนที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 60 โดยให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ -1.11% (ข้อมูล ณ 31 ม.ค.2561)

          ลูกค้ากลุ่มที่สองจะเป็นการแนะนำพอร์ตการลงทุนสำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไป โดยนำเสนอผ่านกองทุนในกลุ่ม K-FIT ซึ่งเป็นกองทุนผสมที่มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมทั้งในและต่างประเทศ (Fund of Funds) ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ และ/หรือสินทรัพย์ทางเลือก โดยจะลงทุนในกองทุนรวมภายใต้การบริหารของบลจ.กสิกรไทย ในสัดส่วนที่แตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายผลตอบแทนที่คาดหวัง 4 ระดับ ได้แก่ กองทุน K-FITS, K-FITM, K-FITL และ K-FITXL โดยคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยซึ่งอ้างอิงกับเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 3.0% ต่อปี, 5.5% ต่อปี, 7.5% ต่อปี และ 10% ต่อปี ตามลำดับ

          จุดเด่นของกองทุนในกลุ่ม K-FIT คือการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทโดยมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่คัดเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม พร้อมพิจารณาปรับสัดส่วนให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะตลาด จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง และยังสามารถลงทุนได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน K-My Funds ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือนที่ปรึกษาส่วนตัวด้านกองทุนรวม ทั้งนี้กลุ่มกองทุนดังกล่าวเพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 60 โดยผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือนของกองทุน K-FITS, K-FITM, K-FITL และK-FITXL ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.33%, 2.90%, 3.89% และ 5.79% ตามลำดับ โดยสามารถเอาชนะเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 0.75%, 1.40%, 1.91% และ 2.55% ตามลำดับ (ข้อมูล ณ 31 ม.ค.2561)

          นายวศินกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าการจัดพอร์ตลงทุนตามกลยุทธ์ดังกล่าวนี้ จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอในทุกๆสภาวะตลาดได้ เนื่องจากกองทุนที่คัดเลือกมาได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ พร้อมทั้งการติดตามประเมินผลดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ที่สำคัญคือในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม เพื่อให้ลูกค้าสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจมากที่สุด

          ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนได้ที่ www.kasikornasset.com หรือ บลจ.กสิกรไทย หรือขอข้อมูลดังกล่าวจากบุคคลที่เสนอขายกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุน K-GINCOME, K-CHINA และ K-ART ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ กองทุน K-SGM ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ทั้งนี้เนื่องจากกองทุนมิได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนจึงอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

...

Friday, February 2, 2018

IPO กับ ICO ต่างกันอย่างไร

...
...

บิทคอยน์ ราคาร่วง 56% จาก 19,187 เหลือ 8,260



.
...
ราคาของบิทคอยน์เคยขึ้นไปสูงสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2560 ที่ระดับ 19,187 USD และแกว่งตัวในทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 8,260 USD เมื่อวันที่ 2 ก.พ.61  หรือลดลงถึง 56% ในช่วงเวลาเพียงเดือนเศษ
...
ดูราคาซื้อขายบิทคอยน์แบบเรียลไทม์ ที่นี่
https://bitcointicker.co/
...