Friday, October 26, 2018
APCO เจาะตลาดจีน ปั้นกำไรโตก้าวกระโดด
APCO บุกตลาดประเทศจีนตั้งเป้ายอดขายเพิ่มจากเดือนละ 9 ล้านบาทเป็น 45 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 6 เดือน คาดกำไรเติบโตก้าวกระโดด ผู้บริหารเดินสายบรรยายเผยแพร่แนวคิด “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ให้แพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ VVIN และ ASL revitalizing Serum & Cream ขยายฐานลูกค้า
บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO คือ ผู้พัฒนานวัตกรรมจากธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงามด้วยการวิจัย อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดจากพืช เพื่อดูแลสุขภาพด้วยการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ที่สมดุล ถือเป็นมิติใหม่ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเสริมความงาม
“แนวทางในอนาคตของ APCO เราเน้นช่วยดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วย HIV/AIDS ตั้งใจจะขายไปทั่วโลก ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เราช่วยผู้ป่วยมาจำนวนมาก ช่วยให้เขาฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นมา” ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APCO กล่าว
ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพโดยการสร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุล (Operation BIM) จากสารสกัดจากพืชธรรมชาติ 80% และอีก 20% มาจาก Slimming Products ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ ผลิตภัณฑ์ลดไขมัน, Beauty Products เครื่องสำอางเสริมความงามจากสารสกัดจากธรรมชาติ
เมื่อเดือนที่ผ่านมา บริษัทเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ VVIN ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพป้องกันการติดเชื้อ และ ASL revitalizing Serum & Cream ผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อลดริ้วรอย คาดว่าจะส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 4 มีรายได้ถึง 120 ล้านบาท
“คาดว่าในปีนี้จะมียอดขาย 400 ล้านบาท แต่กำไรจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เราเริ่มส่งออกไปประเทศจีนภายใต้แบรนด์ Gold Figor เป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เดือนแรกมียอดขาย 9 ล้านบาท Slimming Products ก็จะเป็นตัวต่อไปที่จะขายในจีน ประเมินว่าใน 6 เดือนแรกปริมาณการส่งออกไปจีนจะเพิ่มเป็น 5 ตันต่อเดือน คิดเป็นยอดขายประมาณ 45 ล้านบาท ในปีหน้าจะเห็นการเติบโตจากจีนชัดเจนขึ้น”
ศ.ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศสหรัฐฯ ปัจจุบันมีตัวแทนขายในลักษณะ Dropship มียอดขายประมาณเดือนละ 1 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางขายตรงเป็นสัดส่วนถึง 70% ส่วนอีก 30% เป็นยอดขายจาก BIM Health Center จำนวน 5 แห่ง, ขายผ่านคอลเซ็นเตอร์ โฆษณาทางโทรทัศน์ และโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังมีแผนการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ผ่านรายการใส่ใจไกลโรค ทางช่อง Nation ช่องทางออนไลน์ผ่าน Facebook ภูมิสมดุล BIM พร้อมจัดโปรโมชันกระตุ้นการขายต่อเนื่อง
ศ.ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่านอกจากทำการตลาดผ่านช่องทางต่างๆแล้ว ตนยังเดินสายบรรยายให้ความรู้การดูแลสุขภาพด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุล เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยในวันที่ 29 ตุลาคมนี้จะบรรยายในงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ที่ไบเทค เพื่อบรรยายความสำเร็จของการใช้นวัตกรรมของบริษัทเป็นภูมิคุ้มกันบำบัดในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ว และผู้ป่วย HIV/AIDS และจะไปปาฐกถาพิเศษเรื่องเดียวกันนี้ในงาน EuroSciCon Conference on Immunology ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 11-13 มีนาคม 2562
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
http://m.thansettakij.com/content/336978
คอยน์ แอสเซท เผยยอดเทรด JFIN Coin พุ่ง
หลังประกาศใช้ ‘ป๋า’ และ ‘JFIN Wallet’ อย่างเป็นทางการ
บริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล เผยภายหลังบริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นทางด้าน Fintech และลงทุนในธุรกิจ Startup ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMAR ได้ประกาศเปิดตัวแพลทฟอร์ม “ป๋า” และ “JFIN Wallet” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายแลกเปลี่ยน JFIN Coin บนกระดานคอยน์ แอสเซท เพิ่มขึ้น 12 เท่า จำนวนเหรียญที่มีการซื้อขายอยู่ที่ราว 371,000 เหรียญ ขณะที่ราคาของเหรียญก้าวขึ้นแตะที่ระดับราคาสูงสุดที่ 3.41 บาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการทดสอบระบบให้ผู้ถือเหรียญ JFIN Coin สามารถนำเหรียญมาใช้ซื้อสินค้าในร้านเจมาร์ทได้อีกด้วย
นายศิวนัส ยามดี ผู้ก่อตั้งบริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวแพลทฟอร์มและการทดสอบระบบครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้พัฒนา JFIN Coin มีความตั้งใจที่จะทำให้เหรียญดิจิทัลสามารถใช้ในการซื้อขายสินค้าได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าหากมีการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ และเกิดเป็นอีโค
ซิสเต็มของเหรียญ จะทำให้เกิดความต้องการ JFIN Coin มากยิ่งขึ้นไปอีก”
นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (ซ้าย)
นายศิวนัส ยามดี ผู้ก่อตั้งบริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด (ขวา)
แพลตฟอร์ม “ป๋า” จะเป็นช่องทางการค้นหาสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค ภายใต้ระบบดังกล่าว จะมีการประเมินเบื้องต้นว่าลูกค้าที่เข้ามาขอสินเชื่อมีคุณสมบัติหรือเข้าเงื่อนไขในการสมัครหรือไม่ จากนั้นลูกค้าจึงยื่นความประสงค์ และรอผลอนุมัติที่รวดเร็ว โดยผู้ที่สนใจสามารถใช้งานบนเว็บไซต์ https://www.ป๋า.com และดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน “PAH” ผ่าน Google Play ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยคาดว่าเพิ่มโอกาสในธุรกิจสินเชื่อออนไลน์ที่เชื่อมต่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพสามารถกู้เงินได้ และคาดหวังว่า จะเพิ่มโอกาสให้บริษัท เจฟินเทค จำกัด บริษัทในกลุ่มเจมาร์ท เข้าถึงการให้บริการสินเชื่อของผู้กู้รายย่อยที่มีศักยภาพมากขึ้น
ขณะที่ “JFIN Wallet” เป็นกระเป๋าเงินออนไลน์ที่เป็น Cryptocurrency Wallet แรกของคนไทย โดยทีมพัฒนาของ JVC โดยในเฟสแรกนี้จะสามารถเก็บโทเคนดิจิทัลของ JFIN ไว้ในแอพพลิเคชั่นบนมือถือของผู้ถือได้
###
บริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล เผยภายหลังบริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นทางด้าน Fintech และลงทุนในธุรกิจ Startup ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMAR ได้ประกาศเปิดตัวแพลทฟอร์ม “ป๋า” และ “JFIN Wallet” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายแลกเปลี่ยน JFIN Coin บนกระดานคอยน์ แอสเซท เพิ่มขึ้น 12 เท่า จำนวนเหรียญที่มีการซื้อขายอยู่ที่ราว 371,000 เหรียญ ขณะที่ราคาของเหรียญก้าวขึ้นแตะที่ระดับราคาสูงสุดที่ 3.41 บาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการทดสอบระบบให้ผู้ถือเหรียญ JFIN Coin สามารถนำเหรียญมาใช้ซื้อสินค้าในร้านเจมาร์ทได้อีกด้วย
นายศิวนัส ยามดี ผู้ก่อตั้งบริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวแพลทฟอร์มและการทดสอบระบบครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้พัฒนา JFIN Coin มีความตั้งใจที่จะทำให้เหรียญดิจิทัลสามารถใช้ในการซื้อขายสินค้าได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าหากมีการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ และเกิดเป็นอีโค
ซิสเต็มของเหรียญ จะทำให้เกิดความต้องการ JFIN Coin มากยิ่งขึ้นไปอีก”
นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (ซ้าย)
นายศิวนัส ยามดี ผู้ก่อตั้งบริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด (ขวา)
แพลตฟอร์ม “ป๋า” จะเป็นช่องทางการค้นหาสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค ภายใต้ระบบดังกล่าว จะมีการประเมินเบื้องต้นว่าลูกค้าที่เข้ามาขอสินเชื่อมีคุณสมบัติหรือเข้าเงื่อนไขในการสมัครหรือไม่ จากนั้นลูกค้าจึงยื่นความประสงค์ และรอผลอนุมัติที่รวดเร็ว โดยผู้ที่สนใจสามารถใช้งานบนเว็บไซต์ https://www.ป๋า.com และดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน “PAH” ผ่าน Google Play ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยคาดว่าเพิ่มโอกาสในธุรกิจสินเชื่อออนไลน์ที่เชื่อมต่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพสามารถกู้เงินได้ และคาดหวังว่า จะเพิ่มโอกาสให้บริษัท เจฟินเทค จำกัด บริษัทในกลุ่มเจมาร์ท เข้าถึงการให้บริการสินเชื่อของผู้กู้รายย่อยที่มีศักยภาพมากขึ้น
ขณะที่ “JFIN Wallet” เป็นกระเป๋าเงินออนไลน์ที่เป็น Cryptocurrency Wallet แรกของคนไทย โดยทีมพัฒนาของ JVC โดยในเฟสแรกนี้จะสามารถเก็บโทเคนดิจิทัลของ JFIN ไว้ในแอพพลิเคชั่นบนมือถือของผู้ถือได้
###
Monday, July 16, 2018
"มกอช."รุกโรงเรียนหนุนมาตรฐาน"GAP"ปฏิบัติจริง
"มกอช."เดินสายส่งเสริมหนุนมาตรฐานใช้ในสถานศึกษานำร่อง 6 โรงเรียนจ.น่านหวังนำความรู้ปฏิบัติจริงเกี่ยวกับGAPสร้างสำนึกบริโภคผลิตสินค้าและอาหารปลอดภัย
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช.ได้สร้างแนวคิด ในการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม โดยนำร่องใน 6 โรงเรียนในจังหวัดน่าน สร้างกิจกรรมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในเรื่องมาตรฐาน GAP อาหารปลอดภัย และปฏิบัติได้จริง พร้อมไปสู่การเป็นสถานศึกษาผลิตผักผลไม้(พืชอาหาร) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP ซึ่งมกอช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการฝึกอบรม ความรู้ให้กับ 6 โรงเรียนในจังหวัดน่านเพื่อเป็นการนำร่อง
โดยเจ้าหน้าที่มีภารกิจสำคัญในการฝึกอบรมคือการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งกลไกที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นนั้นต้องทำให้เกิดการนำ มาตรฐานไปใช้ในทุกระดับการผลิตของห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหาร (From Farmto Table) เพื่อให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพและมีความปลอดภัย ซึ่ง มกอช.เห็นความสำคัญของการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรในสถานศึกษา ซึ่งได้มีโครงการที่เกี่ยวข้อง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมหาวิทยาลัย (ความร่วมมือโครงการพัฒนาหลักสูตรผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ในระดับมหาวิทยาลัย)
ระดับอาชีวะศึกษา (โครงการเกษตรเพื่อชีวิต) และระดับมัธยมศึกษา (โครงการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม) ซึ่งการผลิตที่ดีต้องเริ่มต้นที่ฟาร์มด้วยการนำ มาตรฐาน GAP (Good AgriculturalPractices ; GAP) มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้ผลิตผลสินค้าเกษตรมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งส่งเสริมและยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานที่เกษตรกรโดยตรง
การดำเนินการได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สำ นักงานเกษตรจังหวัด สำ นักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรน่าน จึงร่วมกันดำเนินโครงการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการ นำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม และสร้างสื่อการเรียนรู้ในรายวิชาชีพเกษตร โดย 6 โรงเรียนดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดน่านจำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ่อเกลือ อ.บ่อเกลือ โรงเรียนมัธยมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติอ.เฉลิมพระเกียรติโรงเรียนน่านปัญญานุกูล อ.ภูเพียง โรงเรียนน่านประชาอุทิศ อ.เมืองน่าน โรงเรียนนันทบุรีวิทยา อ.เมืองน่าน และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 อ.เวียงสา มีนักเรียนเป้าหมายในโครงการครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 300 คน
นอกจากนี้มกอช.ได้นำร่องส่งเสริมการนำ มาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม ด้วยการจัดกิจกรรมสร้างแปลงสาธิตเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยสร้างความรู้ความเข้าใจแก่คณะครู อาจารย์ และนักเรียน เกี่ยวกับมาตรฐาน GAP สร้างจิตสำ นึกทั้งในด้านการผลิตและการบริโภคสินค้าและอาหารที่ปลอดภัย และสนับสนุนให้เกิดการนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติได้จริง ด้วยการฝึกปฏิบัติจริงในทุก ๆ ข้อกำหนด เพื่อให้มีความพร้อมไปสู่การรับรองตามมาตรฐานGAPซึ่งจะทำให้คณะครูอาจารย์ และนักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องมาตรฐานอาหารปลอดภัย และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องต่อไป
นางสาวนลินทิพย์ เพณี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมมาตรฐาน มกอช. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยมที่โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ในพระบรมราชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นโรงเรียนมุ่งเน้นให้นักเรียน เรียนรู้ด้านวิชาการไปพร้อมๆกับการลงมือปฎิบัติจริงในวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งด้านเกษตรกรรมก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่เด็กนักเรียนให้ความสนใจ และต้องการที่จะผลิตพืชอาหารปลอดภัย จึงมีรับสั่งให้ทาง มกอช.ได้ดำเนินการส่งเสริมให้ความรู้ในด้านนี้แก่โรงเรียน จึงเกิดเป็นโครงการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยมขึ้นมา ซึ่งได้เป็นหนึ่งในหลักสูตรความรู้เรื่อง GAP ในรายวิชาชีพเกษตรของทั้ง 6 โรงเรียนนำร่องในเบื้องต้น และในอนาคตจะมีการขยายการฝึกอบรม ไปในโรงเรียนทั่วประเทศต่อไปด้วย
---------------------------------
Tuesday, June 12, 2018
เปิดโผ 9 หุ้นเด่น รับกระแสบอลโลก โดย บล.เอเซียพลัส
นับถอยหลังอีกแค่ 2 วัน
ก็จะเข้าสู่เทศกาลฟุตบอลโลก 2018 กันแล้ว คอบอลโลก เตรียมตัวกันอย่างไรบ้างครับ
เห็นบางคนลงทุนซื้อทีวีใหม่ ขนาดใหญ่มาก สอบถามได้ความว่า ดูจอใหญ่ สะใจกว่าเยอะ
มีการประเมินยอดใช้จ่าย
จะสะพัดกว่า 1.7 หมื่นล้านบาทในช่วงบอลโลก ซึ่งแน่นอนว่า
ผู้ประกอบการหลายกลุ่มจะได้ประโยชน์ แต่ก่อนที่จะไปดูว่า กลุ่มไหนได้ประโยชน์
เรามาดูความสัมพันธ์ระหว่าง SET
Index กับบอลโลกกันครับ
ฝ่ายวิจัย ASP ไปศึกษาข้อมูลโดยเก็บสถิติ SET Index เดือนมิ.ย.ย้อนหลัง
8 ปี พบว่า SET Index ปรับขึ้นเฉลี่ยเพียง 0.83% เท่านั้น
และให้ผลตอบแทนเป็นบวก 6 ใน 8 ปี
แต่หากไปดูเฉพาะเดือนมิ.ย.ของปีที่มีบอลโลกและบอลยูโร พบว่า SET Index ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 3.83%
เมื่อเจาะลึกไปดูช่วง 1
เดือนที่มีการแข่งขันบอลโลกและบอลยูโรจริงๆ (บางปีจัดเดือนมิ.ย.
บางปีจัดเดือนก.ค.) พบว่า SET Index ปรับขึ้นทุกครั้งที่มีการแข่งขัน
และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.2%
คราวนี้มาดูหุ้นที่ได้ประโยชน์จากบอลโลก
และสถิติราคาหุ้นในอดีต outperform ตลาดกันบ้าง พบว่ามี 2 กลุ่ม
ได้แก่กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มอาหาร โดยมีหุ้น 6 บริษัทที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น คือ BJC
เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23.4%, CPALL 5.3%,
HMPRO 5.2%, ROBINS 4.3%, MINT 9.9%, CENTEL 7.6%
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นอีก 2
กลุ่มที่ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า จะได้ประโยชน์จากบอลโลก แต่เข้าตลาดหุ้นน้อยกว่า 8
ปี คือ กลุ่มสื่อโฆษณา อย่าง PLANB, AMARIN และกลุ่มบรรจุภัณฑ์
อย่าง BPG ดังนั้น รวมแล้วจึงมี 9
หุ้นที่ได้ประโยชน์จากบอลโลก
ในบรรดาหุ้น 9 ตัวดังกล่าว
ฝ่ายวิจัยฯคัดกรองหุ้นเด่นรับกระแสบอลโลก เป็นหุ้น top picks อยู่ 4 หุ้น
ได้แก่ MINT, BJC, PLANB, EPG
• MINT สัดส่วนรายได้จากอาหาร 40% เช่น The Pizza
Company, Swensen’s ที่เหลือเป็นโรงแรม 40%, ค้าปลีก
20% ล่าสุดไปซื้อโรงแรมในสเปน เข้าถือหุ้น 34.7% จากปัจจุบัน 9.4% เข้าข่ายต้องทำ Tender
offer บริษัทตั้งเป้าซื้อหุ้นให้ได้ 51%-55% หากได้ตามแผน กำไรปี
2562 จะเพิ่มขึ้น 14-15% จากเดิม ที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับลง จนมี Upside กว่า 44% จึงเป็นโอกาสลงทุน
• BJC ธุรกิจกระจายตัวดี คาดกำไรไตรมาส 2/61 โตต่อเนื่องใกล้เคียงไตรมาสแรก และทั้งปี
2561 จะเติบโตสูงถึง 38% รวมถึง SSSG ของ BIGC ซึ่ง BJC ถือหุ้น 99.85% คาดว่าทั้งปีจะเติบโต 2.5%
จากการขายสินค้าอาหาร, เครื่องดื่ม, และขนบขบเคี้ยว
รวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์เบียร์และสุรา ทั้งในไทยและเวียดนาม
• PLANB จะ Outperform ตลาด
จากเข้าสู่ High season ของธุรกิจสื่อโฆษณา ลูกค้าของ PLANB
จะใช้งบประมาณโปรโมทแบรนด์และแคมเปญมากขึ้นในไตรมาส 2
ปีนี้ได้ปัจจัยบวกจากบอลโลก ส่งผลให้ Utilization Rate เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า การซื้อ BNK48 ยังเพิ่ม Engagement
กับกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น คาดปีนี้กำไรโต 53%
• BPG เป็นผู้นำผลิตพลาสติกขึ้นรูปอันดับ 1 ในอาเซียน
รายได้บรรจุภัณฑ์พลาสติกคิดเป็น 26.5% ของรายได้รวม
ธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ARK ยังขยายตัวต่อเนื่อง
รวมถึงธุรกิจฉนวนกันความร้อน AFC ได้แรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
หนุนกำไรทั้งปีนี้โตกว่า 30%
#AsiaPlusGroup #ASPSResearch #WorldCup2018 #หุ้นได้ประโยชน์จากฟุตบอลโลก #MINT #BJC #PLANB #BPG #หุ้นเด่นน่าลงทุน
บริษัทผลิตไฟฟ้าลาวเผย นักลงทุนไทยสนใจลงทุนหุ้นกู้ 17,500 ล้านบาท
กรุงเทพฯ 12 มิถุนายน 2561 :
บริษัทผลิต-ไฟฟ้าลาว มหาชน (EDL-GEN) ปลื้มนักลงทุนไทยให้การตอบรับคึกคัก
หลังการโรดโชว์ต่อนักลงทุนสถาบัน นำเสนอข้อมูลการระดมทุน
ด้วยการออกหุ้นกู้สกุลเงินบาท วงเงินไม่เกิน 17,500 ล้านบาท
เตรียมกำหนดรายละเอียดการเสนอขายพร้อมผลตอบแทนจากการลงทุนต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมี
5 แบงก์เป็นผู้ร่วมจัดการการจัดจำหน่าย มั่นใจกระแสตอบรับดี
ด้วยความมั่นคงของบริษัทฯ และโอกาสในการเติบโต
ชี้ธุรกิจหลักที่มุ่งเน้นด้านพลังงานทำให้ EDL-GEN เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
นายอดิศร วสุคุปต์ สิงห์สัจจะ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทวิน ไพน์ กรุ๊ป จำกัด
ผู้บุกเบิกด้านการระดมทุนข้ามพรมแดน
ด้วยการเป็นที่ปรึกษาให้กับกิจการในกลุ่มประเทศ CLMV ที่ต้องการระดมทุนในประเทศไทย
ในฐานะที่ปรึกษา (Sole Advisor) ของบริษัท ผลิต-ไฟฟ้าลาว
มหาชน หรือ EDL-GEN เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้จัดโรดโชว์เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ
EDL-GEN รวมถึงแผนการระดมทุนด้วยการออกและเสนอขายหุ้นกู้สกุลเงินบาท
อันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ จากทริสเรทติ้ง วงเงินไม่เกิน
17,500 ล้านบาท กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) ปรากฏว่า ได้รับกระแสตอบรับที่ดี
เนื่องจากที่ผ่านมา EDL-GEN ได้เคยระดมทุนในประเทศไทยมาแล้ว
2 ครั้ง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก อย่างไรก็ตาม
ที่ผ่านมาเป็นการเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันเป็นส่วนใหญ่
แต่ครั้งนี้ธนาคารผู้จัดจำหน่ายจะกระจายไปสู่มือนักลงทุนรายใหญ่มากขึ้น
“หุ้นกู้ครั้งนี้แบ่งเป็น 6 ชุด คือ
อายุ 3 ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี 12 ปี และ 15 ปี เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุน
ทั้งนักลงทุนสถาบันและ High Net Worth (HNW) ซึ่งมีความสนใจในหุ้นกู้ของ EDL-GEN
อย่างมาก เพราะการระดมทุน 2 ครั้งที่ผ่านมา แทบไม่มาถึงกลุ่ม HNW
เลย ครั้งนี้เราจึงตั้งใจที่จะเสนอขายให้ถึงนักลงทุนกลุ่มนี้ด้วย
เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผู้ลงทุน
ซึ่งการนำเสนอข้อมูลในการโรดโชว์ครั้งนี้ทำให้นักลงทุนได้เข้าใจถึงเป้าหมายในการลงทุนเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ของ
EDL-GEN รวมถึงโอกาสและศักยภาพในการเติบโตของกิจการ
ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าพลังน้ำ”
นายอดิศรกล่าว
ทั้งนี้ EDL-GEN เป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ของลาว
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไฟฟ้าพลังน้ำ (hydropower generation) โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้นั้น
นอกจากใช้ภายในประเทศแล้ว ยังส่งออกไปขายต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย
ปัจจุบันบริษัทฯ เป็นเจ้าของเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
จำนวนรวม 16 แห่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,137 เมกะวัตต์ โดยเป็นเจ้าของ 100%
ในเขื่อนผลิตไฟฟ้าจำนวน 10 เขื่อน มีกำลังการผลิตรวม 619 เมกะวัตต์
และร่วมลงทุนในเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีก 5 แห่งและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก 1 แห่ง
กำลังการผลิตรวม 518 เมกะวัตต์
และขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าซื้อหุ้นในเขื่อนผลิตไฟฟ้าไซยะบุรี
และเขื่อนผลิตไฟฟ้าดอนสะหง จากการไฟฟ้าลาว
สำหรับเขื่อนผลิตไฟฟ้าไซยะบุรี (Xayaburi HPP) ซึ่งคาดว่าจะขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2562 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285
เมกะวัตต์ มีมูลค่าโครงการประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผู้ร่วมลงทุน 6 ราย
หนึ่งในนั้นคือการไฟฟ้าลาว ซึ่งถือหุ้นอยู่ 20% โดย EDL-GEN จะเข้าซื้อหุ้นในส่วนนี้
ใช้เงินประมาณ 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเขื่อนผลิตไฟฟ้าดอนสะหง (Donsahong
HPP) มีกำลังผลิตติดตั้ง 260 เมกะวัตต์ มีมูลค่าโครงการประมาณ 420
ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผู้ถือหุ้น 3 ราย ซึ่ง EDL-GEN จะเข้าซื้อหุ้น
20% ในส่วนของการไฟฟ้าลาว คิดเป็นเงินประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดร.บุญสลอง สุทธิดารา
รองผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน EDL-GEN กล่าวว่า การลงทุนใน 2
โครงการดังกล่าว โครงการละ 20% คิดเป็นกำลังการผลิตในส่วนของ EDL-GEN ที่จะได้เพิ่มขึ้นอีก 309 เมกะวัตต์ ใช้เงินประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งได้มอบหมายให้บริษัท ทวิน ไพน์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นที่ปรึกษา ไปดำเนินการศึกษาแนวทางการระดมทุนผ่านการออกและเสนอขายหุ้นกู้สกุลเงินบาท
โดยให้คิดเผื่อไปถึงเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมและการรีไฟแนนซ์ด้วย
รวมเป็นเงินที่ต้องการระดมทุนครั้งนี้ประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 17,500
ล้านบาท ซึ่งผ่านการอนุมัติวงเงินจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นและจากกระทรวงการเงินของลาวแล้ว
สำหรับรายละเอียดการเสนอขาย
รวมทั้งผลตอบแทนจะกำหนดได้ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยในเบื้องต้น
ได้แต่งตั้งธนาคารพาณิชย์ 5 แห่งทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมจัดการการจัดจำหน่าย ได้แก่
ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
และธนาคารธนชาต ซึ่งคาดว่าจะเสนอขายได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้
Friday, June 8, 2018
ก.ล.ต. เผยแนวทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล
คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ได้ให้ความเห็นชอบแนวทางกำกับดูแลการออกไอซีโอ และการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยคาดว่าจะออกประกาศที่เกี่ยวข้องได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้
แนวทางที่เสนอได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนในหลายช่องทาง ทั้งทางเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง (focus group)
หลักเกณฑ์ที่จะออกมานี้จะช่วยให้มีความชัดเจนสำหรับผู้ต้องการออกไอซีโอ ตัวกลางที่เกี่ยวข้อง และผู้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะถูกหลอกลวงหรือถูกเอาเปรียบ รวมทั้งช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือในการติดตามและป้องปรามการฟอกเงิน
ผู้ที่จะออกไอซีโอ ต้องเป็นบริษัทตามกฎหมายไทยที่มีแผนธุรกิจชัดเจน มีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ ข้อกำหนดสิทธิของผู้ถือโทเคนดิจิทัลต้องชัดเจน มีการเปิดเผยชุดรหัสทางคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในกระบวนการไอซีโอ (ซอร์สโค้ด) มีหนังสือชี้ชวน และมีการรายงานความคืบหน้าของโครงการและการใช้เงินเป็นระยะ ทั้งนี้ การเสนอขายต้องทำผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ไอซีโอพอร์ทัล) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งไอซีโอพอร์ทัลจะทำหน้าที่คัดกรองโครงการและทำความรู้จักตัวตนและสถานะผู้ลงทุน ตลอดจนประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน
การออกไอซีโอแต่ละครั้งสามารถขายให้ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ กิจการร่วมลงทุนได้ไม่จำกัด และขายผู้ลงทุนรายย่อยได้รายละไม่เกิน 3 แสนบาท นอกจากนี้ วงเงินรวมที่ขายผู้ลงทุนรายย่อย ต้องไม่เกิน 4 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 70 ของมูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด
ศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่าที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ทั้งนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลที่จะนำมาซื้อขายในศูนย์ซื้อขาย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของศูนย์ซื้อขายซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.
การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลใด ๆ ในศูนย์ซื้อขายต้องเป็นการแลกเปลี่ยนกับเงินบาทหรือคริปโทเคอร์เรนซีในรายชื่อที่ประกาศกำหนดเท่านั้น
อนึ่ง คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้ให้ความเห็นชอบในการออกประกาศยกเว้นโทเคนดิจิทัลที่กำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง (utility token) ซึ่งผู้ถือสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที ออกจากการกำกับดูแลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน นอกจากนี้ ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่เทียบกับเงินบาท หรือให้บริการแลกเปลี่ยนระหว่าง utility token ด้วยกันที่ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะในลักษณะเดียวกัน เช่น ระหว่างเหรียญในเกมส์หรือ แต้มสะสมคะแนนแลกสินค้าหรือบริการ ไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก. นี้
นางทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า “หลักเกณฑ์ที่ออกมานี้ ได้พยายามหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยได้นำความเห็นจากทุกฝ่ายมาพิจารณา เกณฑ์ที่ออกมา อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้จากของจริงไปด้วยกันระหว่างทางการและภาคธุรกิจ”
Friday, June 1, 2018
รายงานผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2560
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจภาคสนามโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายล่าสุด
ณ สิ้นปี 2560 นับเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วยต่อโครงการ
พบว่า มีจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างขายทั้งหมด 1,584 โครงการ มีจำนวนหน่วยในผังรวม
458,943 หน่วย และมูลค่าโครงการรวม 1,764,603 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นอุปทานเหลือขาย จำนวน 142,860 หน่วย มูลค่ารวม
549,807 ล้านบาท
ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร
มีจำนวน 1,135 โครงการ มีจำนวนหน่วยในผังรวม 212,997 หน่วย
มีมูลค่าโครงการรวม 916,112 ล้านบาท และมีหน่วยเหลือขาย จำนวน 80,449 หน่วย
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56.3 ของหน่วยเหลือขายทั้งหมด มูลค่าเหลือขายรวม 340,302
ล้านบาท
ส่วนโครงการอาคารชุด
มีจำนวน 449 โครงการ มีจำนวนหน่วยในผังรวม 245,946 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 848,491
ล้านบาท และมีหน่วยเหลือขาย จำนวน 62,441 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.7
ของหน่วยเหลือขายทั้งหมด มูลค่าเหลือขายรวม 209,504 ล้านบาท
ดร.วิชัย
วิรัตกพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์ 2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์
และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่าจากผลการสำรวจภาคสนามโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายล่าสุด
ณ สิ้นปี 2560 ซึ่งมีจำนวน 1,584 โครงการ มีจำนวนหน่วยทั้งหมด 458,943 หน่วย มีจำนวนหน่วยบ้านจัดสรร 212,997 หน่วย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี
2560 ที่มี 208,237 หน่วย
และเป็นอาคารชุด 245,946 หน่วย
เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ที่มี 242,852 หน่วย ซึ่งมีจำนวนหน่วยอยู่ในกรุงเทพมหานครมากที่สุดร้อยละ 50.5รองลงมาอยู่ในนนทบุรีร้อยละ 17.4
“จากการสำรวจพบว่ามีโครงการเปิดขายใหม่ในปี
2560
จำนวน 396 โครงการ จำนวน 101,422 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 22.1 ของหน่วยในผังทั้งหมดที่เสนอขายอยู่
ณ ปัจจุบัน โดยมีมูลค่าโครงการที่เปิดขายในปี 2560 รวม 408,084 ล้านบาท ประกอบด้วยบ้านจัดสรร 272 โครงการ จำนวน 40,841
หน่วย มีมูลค่าโครงการ 166,044 ล้านบาท และอาคารชุด
124 โครงการ จำนวน 60,581 หน่วย
มีมูลค่าโครงการ 242,040 ล้านบาท”
ตารางแสดงโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย
กรุงเทพฯ – ปริมณฑล ณ สิ้นปี 2560
|
ประเภท
|
จำนวนโครงการ
|
หน่วยในผัง
|
มูลค่าโครงการ (ลบ.)
|
หน่วยเหลือขาย
|
มูลค่าเหลือขาย (ลบ.)
|
||||
|
หน่วย
|
สัดส่วน
|
มูลค่า
|
สัดส่วน
|
หน่วย
|
สัดส่วน
|
มูลค่า
|
สัดส่วน
|
||
|
บ้านจัดสรร
|
1,135
|
212,997
|
46.4%
|
916,112
|
51.9%
|
80,449
|
56.3%
|
340,302
|
61.9%
|
|
อาคารชุด
|
449
|
245,946
|
53.6%
|
848,491
|
48.1%
|
62,411
|
43.7%
|
209,504
|
38.1%
|
|
รวม
|
1,584
|
458,943
|
100.0%
|
1,764,603
|
100.0%
|
142,860
|
100.0%
|
549,807
|
100.0%
|
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ธนาคารอาคารสงเคราะห์
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายละในด้านประเภทและราคาขายโครงการ
พบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีหน่วยขายได้สะสม ณ สิ้นปี 2560 จำนวนรวม 316,083 หน่วย หรือร้อยละ 68.9 (ต่อหน่วยทั้งหมด 458,943 หน่วย)
มีมูลค่าโครงการขายได้รวม 1,214,796 ล้านบาท
โดยประเภทโครงการอาคารชุดมีสัดส่วนขายได้ มากที่สุดร้อยละ 74.6 (ต่อหน่วยทั้งหมด 245,946 หน่วย)
ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่มีประเภทที่อยู่อาศัยขายได้สูงสุดต่างกัน
กล่าวคือในพื้นที่กรุงเทพมหานครขายได้ร้อยละ 75.8
และอาคารชุดขายได้มากที่สุดร้อยละ 77.8 (ต่อหน่วยทั้งหมด 169,105 หน่วย) เช่นเดียวกับจังหวัดนนทบุรีขายได้ร้อยละ 64.4 และอาคารชุดได้มากที่สุดร้อยละ 67.8 (ต่อหน่วยทั้งหมด
35,411 หน่วย) ขณะที่จังหวัดปทุมธานีขายได้ร้อยละ 58.6
โดยอาคารพาณิชย์ขายได้มากที่สุดร้อยละ
75.4 (ต่อหน่วยทั้งหมด 2,281 หน่วย) จังหวัดสมุทรปราการขายได้ร้อยละ
62.7 ที่ดินเปล่าขายได้มากที่สุดร้อยละ 83.5 (ต่อหน่วยทั้งหมด 164 แปลง) จังหวัดสมุทรสาครขายได้ร้อยละ
59.0 อาคารชุดขายได้มากที่สุดร้อยละ 80.0 (ต่อหน่วยทั้งหมด 1,556 หน่วย) และจังหวัดนครปฐมขายได้ร้อยละ
58.8 และอาคารชุดขายได้มากที่สุดร้อยละ 70.8 (ต่อหน่วยทั้งหมด 3,869 หน่วย)
สำหรับภาพรวมโครงการเหลือขายพบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล
มีสัดส่วนที่อยู่อาศัยเหลือขายร้อยละ 31.1
มีมูลค่าเหลือขาย 549,807 ล้านบาท ในประเภทบ้านจัดสรร ณ
สิ้นปี 2560 ทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วนเหลือขายมากที่สุด
ร้อยละ 53.6 โดยส่วนใหญ่เหลือขายในระดับราคา 2.01- 3.00 ล้านบาท
รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว เหลือขายร้อยละ 31.5 โดยส่วนใหญ่เหลือขายอยู่ในระดับราคา
3.01 – 5.00 ล้านบาท บ้านแฝดเหลือขายร้อยละ 10.3 โดยเหลือขายในระดับราคา 3.01 –
5.00 ล้านบาทมากที่สุด อาคารพาณิชย์พักอาศัยเหลือขายร้อยละ 4.3
โดยเหลือขายในระดับราคา 3.01 – 5.00
ล้านบาทมากที่สุด และที่ดินเปล่าเหลือขายร้อยละ 0.2 โดยเหลือขายในระดับราคา
3.01 – 5.00 ล้านบาทมากที่สุด ตามลำดับ
ทำเลของโครงการบ้านจัดสรรที่เหลือขาย
มากที่สุด 5 อันดับแรก ณ สิ้นปี 2560 ได้แก่
1) ลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ 2) จังหวัดสมุทรปราการ 3) บางกรวย–บางใหญ่-บางบัวทอง-ไทรน้อย
ซึ่งเป็นแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เปิดให้บริการแล้ว
4) สมุทรสาคร และ 5) มีนบุรี-หนองจอก-คลองสามวา-ลาดกระบัง โดยทั้ง 5
ทำเลนี้เหลือขายเป็นประเภททาวน์เฮ้าส์ ในระดับราคา 2.01 -3.00
ล้านบาทในสัดส่วนมากที่สุด ยกเว้นทำเลสมุทรปราการ
เหลือขายประเภททาวน์เฮ้าส์ในระดับราคา 1.51 – 2.00 ล้านบาทในสัดส่วนมากที่สุด
ในประเภทโครงการอาคารชุด
พบว่า ณ สิ้นปี 2560 ห้องชุดแบบ 1
ห้องนอนเหลือขายมากที่สุดร้อยละ 66.2 โดยส่วนใหญ่เหลือขายในระดับราคา 2.01- 3.00
ล้านบาท รองลงมาเป็นห้องชุดแบบสตูดิโอ เหลือขายร้อยละ 22.1
ซึ่งส่วนใหญ่เหลือขายในระดับราคา 1.01 – 1.50 ล้านบาทมากที่สุด
ส่วนประเภทห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน มีสัดส่วนเหลือขายร้อยละ 10.7
ซึ่งส่วนใหญ่เหลือขายในระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาทมากที่สุด และห้องชุดแบบ 3
ห้องนอนขึ้นไปเหลือขายร้อยละ 0.9 ซึ่งส่วนใหญ่เหลือขายในระดับราคามากกว่า 10
ล้านบาทขึ้นไปมากที่สุด
ทำเลของโครงการอาคารชุดที่เหลือขาย
มากที่สุด 5 อันดับแรก ณ สิ้นปี 2560 ได้แก่
1) จังหวัดนนทบุรี 2) ธนบุรี ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว
ตากสิน-บางหว้าที่เปิดให้บริการแล้ว 3) จังหวัดสมุทรปราการ 4) ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง และ 5) จังหวัดปทุมธานี โดยทำเลจังหวัดนนทบุรี
และจังหวัดสมุทรปราการ เหลือขายเป็นประเภท 1 ห้องนอน ในระดับราคา 2.01 -3.00
ล้านบาทในสัดส่วนมากที่สุด ส่วนทำเลธนบุรี และห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง
เหลือขายเป็นประเภท 1 ห้องนอน ในระดับราคาที่สูงกว่าทำเลอื่น คือ ระดับราคา 3.01 –
5.00 ล้านบาทในสัดส่วนมากที่สุด และทำเลจังหวัดปทุมธานี เหลือขายประเภทสตูดิโอ
ในระดับราคาน้อยกว่า 1 ล้านบาทมากที่สุด
อย่างไรก็ตามศูนย์ข้อมูลฯได้ประมาณการอุปทานเหลือขายที่อยู่อาศัยในตลาด
กรุงเทพฯ - ปริมณฑล ปี 2561 โดยคาดว่าจะมีจำนวนหน่วยประมาณ 145,099 หน่วย ประกอบด้วยแนวราบมีประมาณ
80,490 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 55.5 และ อาคารชุดมีประมาณ 64,609 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 45.5
โดยประมาณการว่าหน่วยที่เหลือขายมากที่สุด คือ อาคารชุดร้อยละ 44.5 รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ร้อยละ 32.4
บ้านเดี่ยวร้อยละ 16.0% ที่เหลือเป็น บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์
ตารางแสดงทำเลที่มีโครงการบ้านจัดสรรเหลือขายในกรุงเทพฯ
– ปริมณฑล มากที่สุด 5 อันดับแรก
|
อันดับที่
|
ทำเล
|
จำนวนหน่วยเหลือขาย
|
มูลค่าเหลือขาย (ลบ.)
|
ระดับราคาที่เหลือขายมากที่สุด(ลบ.)
|
ประเภทที่เหลือขายมากที่สุด
|
|
1
|
ลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-
หนองเสือ
|
15,248
|
50,943
|
2.01 -3.00
|
ทาวน์เฮ้าส์
|
|
2
|
สมุทรปราการ
|
14,822
|
52,648
|
1.51 -2.00
|
ทาวน์เฮ้าส์
|
|
3
|
บางกรวย–บางใหญ่-บางบัวทอง- ไทรน้อย
|
13,913
|
53,437
|
2.01 -3.00
|
ทาวน์เฮ้าส์
|
|
4
|
สมุทรสาคร
|
7,328
|
24,171
|
2.01 -3.00
|
ทาวน์เฮ้าส์
|
|
5
|
มีนบุรี-หนองจอก-คลองสามวา-ลาดกระบัง
|
4,814
|
20,582
|
2.01 -3.00
|
ทาวน์เฮ้าส์
|
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ตารางแสดงทำเลที่มีโครงการอาคารชุดเหลือขายในกรุงเทพฯ
– ปริมณฑล มากที่สุด 5 อันดับแรก
|
อันดับที่
|
ทำเล
|
จำนวนหน่วยเหลือขาย
|
มูลค่าเหลือขาย (ลบ.)
|
ระดับราคาที่เหลือขายมากที่สุด
|
ประเภทที่เหลือขายมากที่สุด
|
|
1
|
นนทบุรี
|
11,385
|
26,925
|
2.01
-3.00
|
1 ห้องนอน
|
|
2
|
ธนบุรี
|
10,100
|
27,452
|
3.01
-5.00
|
1 ห้องนอน
|
|
3
|
สมุทรปราการ
|
6,882
|
14,142
|
2.01
-3.00
|
1 ห้องนอน
|
|
4
|
ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง
|
5,729
|
22,216
|
3.01
-5.00
|
1 ห้องนอน
|
|
5
|
ปทุมธานี
|
5,222
|
5,593
|
≤ 1.00
|
สตูดิโอ
|
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ธนาคารอาคารสงเคราะห์
Subscribe to:
Comments (Atom)















