Wednesday, May 31, 2017

ภาพข่าว:เสวนา Capital Market Research Forum “วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ จากผลสำรวจผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey)”




ดร. ภากร ปีตธวัชชัย  รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ในเวทีเสวนา Capital Market Research Forum ครั้งที่ 2/2560 ในหัวข้อ “วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ จากผลสำรวจผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey)” รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียน ร่วมด้วย ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. ภัทร และ ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร บมจ. ธ. ทหารไทย

...

ภาพข่าว CIO Broker Meeting #1/2560




   
ถิรพันธุ์ สรรพกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำเสนอแผนงานปี 2560 และแผนการพัฒนา Data Platform ของตลาดหลักทรัพย์ฯ แก่ผู้บริหารด้าน IT ของบริษัทหลักทรัพย์ ในงาน CIO Broker Meeting #1/2560 และได้รับเกียรติจาก ดร. วราสิณี ฉายแสงมงคล อาจารย์และนักวิจัย จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บรรยายเรื่อง “Machine Learning Strategies - Step toward Financial Data Revolution” เพื่อนำเสนอพัฒนาการด้านเทคโนโลยี และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในตลาดทุนมาวิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตลาดทุนและผู้ลงทุน


...


Friday, May 26, 2017

Startup Thailand 2017 เริ่มแล้วที่ชลบุรี 26-27 พ.ค., รมว.วิทย์ฯทำพิธีเปิด




ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และประธานนวัตกรรมแห่งชาติ นายวรญาณ บุญณราช นายอำเภอศรีราชา ร่วมกันเปิดงาน Startup Thailand 2017 ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA จ.ชลบุรี

 "Startup Thailand 2017" ภายใต้แนวคิด "STARTUP THAILAND, SCALE UP ASIA" จะจัดขึ้นใน 5 จังหวัด ดังนี้
- 26-27 พ.ค.60 อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ GISTDA อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
- 2-3 มิ.ย.60 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ จ.สงขลา
- 9-10 มิ.ย.60 ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น
- 23-24 มิ.ย.60 หอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
- 6- 9 ก.ค. 60 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

Thursday, May 25, 2017

สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยภาคใต้ ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช



 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยภาคใต้ โดยเป็นผลสำรวจภาคสนามจากโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย เฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
  ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานกลยุทธ์ 2 และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่าภาพรวมของแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน โดยมีรายละเอียด ดังนี้


จังหวัดภูเก็ต มีหน่วยที่อยู่อาศัยในผังของโครงการของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในระหว่างการขายทั้งสิ้นประมาณ 30,365 หน่วย แบ่งเป็นหน่วยบ้านจัดสรรประมาณ 13,246 หน่วย อาคารชุดประมาณ 16,311 หน่วย และบ้านพักตากอากาศประมาณ 808 หน่วย

ในประเภทบ้านจัดสรร มีโครงการบ้านจัดสรรซึ่งอยู่ระหว่างการขาย 80 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการรวมกันประมาณ 13,246 หน่วย มีมูลค่าโครงการการตามหน่วยในผังรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 60,718 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 2,984 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 15,003 ล้านบาท
แบ่งตามประเภท พบว่าร้อยละ 32 เป็นบ้านเดี่ยวกับทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วนร้อยละ 32 เช่นเดียวกัน และอีกร้อยละ 29 เป็นบ้านแฝด ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์พักอาศัยและที่ดินเปล่าในโครงการ โดยระดับราคาบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์พักอาศัยส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท
ในประเภทอาคารชุด มีโครงการอาคารชุดซึ่งอยู่ระหว่างการขาย 75 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการรวมกันประมาณ  16,311 หน่วย มูลค่าโครงการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 70,350 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 3,110 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 16,070 ล้านบาท แบ่งตามพื้นที่ พบว่าจากอาคารชุดทั้งหมด อยู่ในอำเภอเมืองภูเก็ต 32 โครงการ 7,980 หน่วย  ในอำเภอกะทู้ 24 โครงการ 4,403 หน่วย และอำเภอถลาง 19 โครงการ 3,928 หน่วย สำหรับหน่วยห้องชุดเหลือขายประมาณ 3,110 หน่วยนั้น อยู่ในอำเภอเมืองภูเก็ตประมาณ 1,199 หน่วย อยู่ในอำเภอกะทู้ประมาณ 980 หน่วย และอยู่ในอำเภอถลางประมาณ 931 หน่วย


จังหวัดสงขลา (อำเภอหาดใหญ่ อำเภอเมือง และอำเภอสะเดา) มีหน่วยที่อยู่อาศัยในผังของโครงการของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในระหว่างการขายทั้งสิ้น 161 โครงการ ประมาณ 14,227 หน่วย แบ่งเป็นหน่วยบ้านจัดสรรประมาณ 9,367 หน่วย และหน่วยห้องชุดประมาณ 4,860 หน่วย

ในประเภทบ้านจัดสรร มีโครงการบ้านจัดสรรซึ่งอยู่ระหว่างการขายมากถึง 142 โครงการ แต่มีหน่วยในผังโครงการรวมกันเพียงประมาณ 9,367 หน่วย มีมูลค่าโครงการการตามหน่วยในผังรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 42,775 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 3,217 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 15,261 ล้านบาท
แบ่งตามพื้นที่ พบว่าโครงการบ้านจัดสรรอยู่ในอำเภอหาดใหญ่มากถึง 113 โครงการ 7,323 หน่วย เหลือขายประมาณ 2,610 หน่วย อยู่ในอำเภอเมืองสงขลา 22 โครงการ 1,639 หน่วย เหลือขายประมาณ 469 หน่วย และอยู่ในอำเภอสะเดา 7 โครงการ 405 หน่วย เหลือขายประมาณ 138 หน่วย ทั้งนี้ โครงการที่เปิดขายในกลุ่มของบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3-7.5 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท
สำหรับสถานะของการก่อสร้างของหน่วยบ้านจัดสรรในผังโครงการทั้งหมด พบว่าร้อยละ 61 เป็นหน่วยก่อสร้างแล้วเสร็จ และร้อยละ 30 เป็นหน่วยซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ส่วนหน่วยที่ยังไม่เริ่มสร้างมีเพียงร้อยละ 9 ทั้งนี้ มีบ้านสร้างเสร็จเหลือขาย รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 644 หน่วย
ในประเภทอาคารชุด มีโครงการอาคารชุดซึ่งอยู่ระหว่างการขาย 19 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการรวมกันประมาณ 4,860 หน่วย มูลค่าโครงการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 10,781 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 829 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 2,210 ล้านบาท โดยแบ่งตามพื้นที่ พบว่าจากอาคารชุดทั้งหมด อยู่ในอำเภอหาดใหญ่ 17 โครงการ 4,732 หน่วย  และในอำเภอเมืองสงขลา 2 โครงการ ประมาณ 128 หน่วย และจาก 19 โครงการดังกล่าว สำหรับสถานะของการก่อสร้างหน่วยในผังโครงการทั้งหมด พบว่าร้อยละ 71 ที่เป็นหน่วยก่อสร้างเสร็จแล้ว และร้อยละ 6 เป็นหน่วยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กับอีกร้อยละ 23 เป็นหน่วยที่ยังไม่ก่อสร้าง โดยมีห้องชุดที่สร้างเสร็จแล้วแต่เหลือขายประมาณ 289 หน่วย


จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหน่วยที่อยู่อาศัยในผังของโครงการของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในระหว่างการขายทั้งสิ้นประมาณ 7,567 หน่วย แบ่งเป็นหน่วยบ้านจัดสรรประมาณ 5,845 หน่วย อาคารชุดประมาณ 1,722 หน่วย

ในประเภทบ้านจัดสรร มีโครงการบ้านจัดสรรซึ่งอยู่ระหว่างการขายโดยอยู่ในอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และเกาะสมุย ทั้งหมด 83 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการรวมกันประมาณ 5,845 หน่วย มีมูลค่าโครงการการตามหน่วยในผังรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 21,363 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 1,943 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 7,464 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการที่เปิดขายในกลุ่มของบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์อยู่ในระดับราคา 1-1.5 ล้านบาท
สำหรับสถานะของการก่อสร้างของหน่วยบ้านจัดสรรในผังโครงการทั้งหมด พบว่าร้อยละ 65 เป็นหน่วยก่อสร้างแล้วเสร็จ และร้อยละ 30 เป็นหน่วยซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ส่วนหน่วยที่ยังไม่เริ่มสร้างมีเพียงร้อยละ 5ทั้งนี้ มีบ้านสร้างเสร็จเหลือขายรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 318 หน่วย
ในประเภทอาคารชุด มีโครงการอาคารชุดซึ่งอยู่ระหว่างการขายโดยอยู่ในอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีทั้งหมด 12 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการรวมกันประมาณ 1,722 หน่วย มูลค่าโครงการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 4,682 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 365 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 1,412 ล้านบาท
สำหรับสถานะของการก่อสร้างของหน่วยในผังโครงการทั้งหมด พบว่าร้อยละ 81 เป็นหน่วยก่อสร้างแล้วเสร็จ และร้อยละ 13 เป็นหน่วยซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ส่วนหน่วยที่ยังไม่เริ่มสร้างมีเพียงร้อยละ 6 ทั้งนี้ มีห้องชุดสร้างเสร็จเหลือขายรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 199 หน่วย


จังหวัดนครศรีธรรมราช มีหน่วยที่อยู่อาศัยในผังของโครงการของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในระหว่างการขายทั้งสิ้นประมาณ 4,934 หน่วย แบ่งเป็นหน่วยบ้านจัดสรรประมาณ 4,549 หน่วย อาคารชุดประมาณ 385 หน่วย

ในประเภทบ้านจัดสรร มีโครงการบ้านจัดสรรซึ่งอยู่ระหว่างการขายโดยอยู่ในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชทั้งหมด 37 โครงการ มีหน่วยในผังโครงการรวมกันประมาณ 4,549 หน่วย มีมูลค่าโครงการการตามหน่วยในผังรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 16,026 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 1,085 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 4,039 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการที่เปิดขายในกลุ่มของบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์อยู่ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท
สำหรับสถานะของการก่อสร้างของหน่วยบ้านจัดสรรในผังโครงการทั้งหมด พบว่าร้อยละ 76 เป็นหน่วยก่อสร้างแล้วเสร็จ และร้อยละ 23 เป็นหน่วยซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ส่วนหน่วยที่ยังไม่เริ่มสร้างมีเพียงร้อยละ 1 ทั้งนี้ มีบ้านสร้างเสร็จเหลือขาย (หรือเป็นบ้านว่าง) รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 298 หน่วย
ในประเภทอาคารชุด มีโครงการอาคารชุดซึ่งอยู่ระหว่างการขายโดยอยู่ในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชเพียง 2  โครงการ มีหน่วยในผังโครงการรวมกันประมาณ 385 หน่วย มูลค่าโครงการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 504 ล้านบาท เหลือขายประมาณ 240 หน่วย มูลค่าหน่วยเหลือขายรวมประมาณ 314 ล้านบาทสำหรับสถานะของการก่อสร้างของหน่วยในผังโครงการทั้งหมด พบว่าร้อยละ 40 ก่อสร้างเสร็จแล้ว และอีกร้อยละ 60 ยังไม่มีการก่อสร้าง ทั้งนี้ มีห้องชุดสร้างเสร็จเหลือขาย รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 9 หน่วยเท่านั้น

...

SME Development Bank จัดสัมมนา ‘คิดต่างสร้างเงินล้านผนวกอาหารผสานนวัตกรรม’สร้างโลกอาหารสู่โลกเทคโนโลยีดิจิทัล


      ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย( ธพว.หรือ SME Development Bank) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดสัมมนา ‘คิดต่างสร้างเงินล้าน ผนวกอาหารผสานนวัตกรรม’ ในวันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2560 เวลา 13.00-16.30น. ณ C0-Working Space ชั้น 1 อาคารสำนักงานใหญ่ SME Bank Tower ติดสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ 

 โลกที่ธุรกิจอาหารและนวัตกรรมถูกจับคู่กันอย่างลงตัว การคิดต่างอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างเงินล้านโอกาสของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ 
 พบกับสองสตาร์ทอัพหญิงคนเก่งดาวรุ่งแห่งวงการธุรกิจอาหาร

- คุณดาริน สุทธพงศ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Indie Dish แอพพลิเคชั่นแหล่งรวมอาหาร น้ำและขนมเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่ในประเทศไทยและยังให้บริการด้านการส่งอาหารคลีนมากกว่า 60 ร้านคลีนชื่อดัง 

- คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Freshket จำกัด ผู้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม Freshket ตลาดสดออนไลน์สำหรับธุรกิจร้านอาหารเจ้าแรกของประเทศไทยซึ่งเป็น Marketplace ศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย

     ผู้สนใจเข้าร่วมงานสำรองที่นั่งด่วน โทร 02-265-3009, 098-269-8077 หรือ email: innocenter.smed@gmail.com  รับจำนวนจำกัด ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
ข้ศูนย์พัฒนา SMEs โทร. 081-4807594
ผู้เผยแพร่ข้อมูล : ฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม โทร. 0-265-4574-5

...

Wednesday, May 24, 2017

INGRS ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่วางแผนเพิ่มทุนเพื่อขยายธุรกิจสู่ความเป็นผู้นำระดับอาเซียน




บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ INGRS วางแผนระดมทุนเพื่อขยายฐานการผลิตในเอเชีย และ อินเดีย โดยในปัจจุบัน บริษัทมีบริษัทย่อยทั้งหมด 9 บริษัท ใน 4 ประเทศ พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีระดับสูง และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เตรียมรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์อาเซียนฟื้นตัวแรงและตลาดอินเดียที่เติบโตสูง


นายอับดุล ราฮิม บินฮายี ฮิตัม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ (INGRS) กล่าวว่า “บริษัทฯ เป็นผู้นำของอาเซียนในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับการส่งออกไปทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย โดยบริษัทมีวิสัยทัศน์เป็นบริษัทอาเซียนที่มีเครือข่ายทั่วโลก จึงได้พัฒนาความเชี่ยวชาญทั้งทางด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตระดับสากล สามารถแข่งขันได้ในทุกตลาดสำคัญในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง ทำให้มีธุรกิจที่มั่นคงแข็งแรง”


INGRS มีจุดเด่นหลายประการคือ มีโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ที่เน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง ให้กับกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอาทิ ฮอนดา มิตซูบิชิ ฟอร์ด มาสด้า เจนเนอรัลมอเตอร์ อีซูซุ ซูซุกิ นิสสัน โตโยตา ไดฮัทสุ เพอโรดัว และโปรตอน รวมถึงบริษัทรถยนต์ในอินเดียอาทิ มารูติ-ซูซุกิ เฟียต และ มหินดรา-มหินดรา และด้วยการมีฐานการผลิต 10 แห่งใน 4 ประเทศ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และมั่นคง ทั้งในด้านคุณภาพ ต้นทุน และการส่งมอบสินค้า ทำให้ธุรกิจของบริษัทฯมีความมั่นคงสูง


           INGRS มุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แบบครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยพัฒนาสายการผลิต การออกแบบและผลิตเครื่องมือ การผลิตชิ้นส่วน การปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง การตลาดและการขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มรถยนต์นั่ง (Passenger cars) รถตรวจการณ์ (SUV) รถกระบะขนาด 1 ตัน (Pickup Trucks) และ รถบรรทุกขนาดเล็กให้กับลูกค้าต่างๆในประเทศอาเซียน ซึ่งการมีฐานธุรกิจในหลายประเทศ ทำให้บริษัทมีโอกาสในการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคต จากหลายประเทศ


ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ มี 3 กลุ่มคือ
- ผลิตภัณฑ์รีดขึ้นรูป (Roll Forming Products)
- ผลิตภัณฑ์ปั๊มขึ้นรูปและโมดุล (Stamping & Module Assembly Products)
- เครื่องมือยึดจับและแม่พิมพ์ (Tool & Dies)
- ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติ (Automation Integration Solutions)


นาย อับดุล ราฮิม กล่าวว่า “อนึ่งสำหรับงบปี 2560 สิ้นสุด 31 มกราคม 2560 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,916 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิสำหรับปี* 210.40 ล้านบาท (หลังจากหักค่าใช้จ่ายทางภาษีตามเกณฑ์ใหม่ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 32 ล้านบาท) ซึ่งกำไรเติบโตขึ้น 19% จากกำไรสำหรับปี* 177 ล้านบาทในปี 2558  แม้นรายได้รวมจะลดลงจาก 3,159 ล้านบาท ตามสภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชะลอตัว เนื่องจากบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ (เน็ตมาร์จิ้น) ที่พุ่งขึ้น เป็นร้อยละ 7.2 โดยบริษัทฯคาดว่า จะได้รับประโยชน์จากสภาพเศรษฐกิจของอาเซียนที่ปรับตัวดีขึ้นและจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆสู่ตลาด”

นอกจากจุดแข็งด้านคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูง และบุคคลากรมืออาชีพแล้ว บริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญจากประเทศญี่ปุ่นคือ บริษัท คาตายามา โคเกียว จำกัด , บริษัท เมทัล เท็ค จำกัด  และบริษัท อิวาโมโต จำกัด

“ ปัจจุบันบริษัทฯได้แปรสภาพเป็นมหาชน และมีทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว 1,185,380,190  บาท (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) ภายหลัง IPO คาดว่าจะมทุนจดทะเบียน 1,446,942,690  บาท”

หมายเหตุ
กำไรสำหรับปี (ก่อนหักส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย)

Tuesday, May 23, 2017

ก.คลังขายพันธบัตรอายุ 5 ปีดอกเบี้ย 2.35%, พันธบัตรอายุ 10 ปีดอกเบี้ย 3.00% ผ่าน 4 ธนาคารใหญ่



กระทรวงการคลังออกจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ครั้งที่ 2 แบบไร้ใบตราสาร (Scripless)  จำนวน 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
พันธบัตรอายุ 5 ปี ดอกเบึ้ย 2.35%ต่อปี
พันธบัตรอายุ 10 ปี ดอกเบึ้ย 3.00%ต่อปี

จองซื้อได้ผ่าน 4 ธนาคาร คือ
- ธนาคารกรุงไทย
- ธนาคารกรุงเทพ
- ธนาคารกสิกรไทย
- ธนาคารไทยพาณิชย์

เปิดจำหน่าย 22 พ.ค. - 31 ส.ค. 2560

...

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.ktb.co.th/promotion/detail/672

ทรีนีตี้ ตั้งเป้าดึงลูกค้ารายใหญ่เพิ่ม 20%




ทรีนีตี้ตั้งเป้าดึงลูกค้ารายใหญ่ (High Net Worth)เพิ่ม 20% พร้อมปั้มผลตอบแทนลูกค้าให้ชนะตลาด 20% เล็งนำบริษัทระดมทุนทั้งIPO และ PP  7-9 บริษัทในช่วง3 ปีนี้ และเป็นที่ปรึกษาออกหุ้นกู้ในปีนี้อีก 6-8 บริษัทมูลค่า4,000-5,000 ล้านบาท วางวิสัยทัศน์กระจายรายได้สร้างความมั่นคงระยะยาว ชี้จุดเด่นTNITY เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงมาโดยตลอด

นายชาญชัย กงทองลักษณ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง  โดยจะเน้นการเพิ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) อีก 20% ด้วยกลยุทธ์การส่งมอบผลตอบแทนในการลงทุนให้กับลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% พร้อมกันนี้จะเพิ่มเงินลงทุนภายใต้การบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็น  3,300 ล้านบาท

ในด้านธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินนั้น บริษัทประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวน บริษัท ได้แก่ บมจ.ทีพีซี พาวเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH), บมจ.เอส 11กรุ๊ป (S11), บมจ.มาสเตอร์ คูล อินเตอร์เนชั่นแนล (KOOL)และบมจ. โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN) ในปี2560 บริษัทตั้งเป้าให้บริการออกหุ้นเพิ่มทุน ทั้งในส่วนของการเสนอขายหุ้นใหม่ครั้งแรก (IPO) ได้แก่    บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ ซึ่งยื่นไฟล์ลิ่งไปแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแบบคำขอจากสำนักงานกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และเป็นธุรกิจในหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ สำหรับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงกำลังดำเนินงานจำนวน7-9 บริษัท มีแผนที่จะเข้าระดมทุนทั้ง IPO และ PP ซึ่งอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น หมวดสถาบันการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ธุรกิจก่อสร้าง สื่อ และพาณิชย์ ขณะที่งานให้บริการด้านการปรับโครงสร้างกิจการ  การปรับโครงสร้างทางการเงิน และการควบรวมกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศ ที่อยู่ในช่วงกำลังดำเนินงานอยู่ มีจำนวน 4-5บริษัท 

 ส่วนธุรกิจการออกตราสารหนี้ (หุ้นกู้)  ในปี 2559บริษัทได้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ไปแล้ว 8 บริษัท มูลค่า 3,395 ล้านบาท และมีแผนจำหน่ายหุ้นกู้ในปี 2560อีก 6-8 บริษัท  รวมมูลค่าประมาณ 4,000 – 5,000 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจในหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์  พัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ทรัพยากร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อาหารและเครื่องดื่ม โดยตลาดตราสารหนี้ ยังคงเป็นทางเลือกในการระดมทุน ในตลาดทุน เนื่องจากคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับ 1.50% ไปจนถึงกลางปี2560

ขณะที่รายได้จากการลงทุน เช่น มาร์เก็ตเมคเกอร์ เดย์เทรด การเก็งกำไรส่วนต่างของราคาหุ้น เริ่มมั่นคงและสม่ำเสมอมากขึ้น โดยในปี2559 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากเงินลงทุน 219 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้จากการลงทุน 172 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์อยู่ที่ 150ล้านบาท จาก 129 ล้านบาทในปี 2558

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ 42.71 รายได้การลงทุน 27.76% รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมหลักทรัพย์ 18.97% รายได้จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคล 3.43% และรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน5.08%

นางแก้วกมล ตันติเฉลิม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธนบดีธนกิจ กล่าวว่า ในส่วนของรายได้จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคลของบริษัทฯ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องถัวเฉลี่ยปีละ 25% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะสำหรับบริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่มีธนาคารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และภายใต้การแข่งขันที่มีผู้ประกอบการถึง 39 รายในอุตสาหกรรม โดยในปี 2559 บริษัทมีขนาดกองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหาร อยู่ที่ 2,680  ล้านบาท โตขึ้น 9% จากปี 2558 และตั้งเป้าว่าจะมีขนาดกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,300 ล้านบาท  หรือโตขั้น  23% ในปี 2560 โดย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560ทรัพย์สินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้น 12%  อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 52% ของเป้าหมายในปีนี้  สำหรับอัตราผลตอบแทนทั้งปี 2559 อยู่ที่ 11%และนับจากเดือนมกราคม2560 ถึงสิ้นเดือนเมษายน2560 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่5% ซึ่งถือว่ายังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

นายชาญชัย กล่าวว่า "บริษัทยังคงดำเนินนโยบายกระจายฐานรายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระจายธุรกิจไปสู่การบริหารเงินลงทุน การออกตราสารหนี้ และที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจมีเสถียรภาพ และผู้ถือหุ้นได้มั่นใจในความสามารถในการทำกำไรระยะยาว"

นายชาญชัย ระบุด้วยว่า บริษัทมีจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูงกับผู้ถือหุ้น อย่างสม่ำเสมอ โดยติด1ใน 10 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทนสูงกว่าตลาด และสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

ล่าสุดปี 2559 บริษัทจ่ายเงินปันผลทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ0.65 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลรวม 80.45% ของกำไรบริษัท หากเทียบกับราคาหุ้น ณ วันที่ 16 พฤษภาคม2560 มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield) 9.42% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทรัพย์อยู่ที่ระดับ 3-4% ส่วนค่าเฉลี่ยกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินอยู่ในระดับ2-3% และจากข้อมูลวันที่ 28เมษายน 2560 บริษัทนับเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดเป็นอันดับ 7 จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

...

ที่มาภาพประกอบ : INN


...

ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ชู “เงินทุนศรีสวัสดิ์” ตอกย้ำภาพผู้นำด้านการเงินครบวงจร



ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น รองรับตลาดสินเชื่อโต กางแผนธุรกิจปรับทัพโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ประกาศรวบ เงินทุนศรีสวัสดิ์ ชูเป็นสถาบันการเงินทางเลือกใหม่ ภายใต้การกำกับของ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนโฉมสาขาให้ดูโดดเด่น ทันสมัย แต่ยังคงความรู้สึกแบบเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย บริการรวดเร็วทันใจ โปร่งใส ปักหมุดภายใน 3 - 5 ปี ตั้งเป้าขยายรองรับธุรกรรมทางการเงินของลูกค้า 2 - 3 ล้านราย ตอกย้ำภาพผู้นำธุรกิจด้านการเงินอย่างครบวงจร


ธิดา แก้วบุตตา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการให้บริการสินเชื่อ เปิดเผยถึงทิศทางการเติบโตของสินเชื่อว่ามีการปรับตัวดีขึ้น โดยตลอดระยะกว่า 40 ปีในการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้านการให้สินเชื่อที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเพื่อเสริมศักยภาพให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น หลังจากรวมกับ เงินทุนศรีสวัสดิ์ และจัดตั้งกลุ่มธุรกิจการเงิน เป็นสถาบันการเงินทางเลือกใหม่ ที่ให้เงินกู้แก่คนในชุมชนที่ต้องการใช้เงินด่วน ภายใต้การกำกับของ “ธนาคารแห่งประเทศไทย”

“การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ กรรมการบริษัทและทีมผู้บริหารของ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น และ ทีมผู้บริหาร บมจ.เงินทุนศรีสวัสดิ์ มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกัน ทำให้เราสามารถขยายการดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและเต็มรูปแบบ และนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ออกมาเสนอต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า, นักลงทุน, ผู้ถือหุ้นกู้, พันธมิตรทางธุรกิจ มั่นใจในการดำเนินงาน ภายใต้นโยบายของกลุ่มบริษัทคือ ศรีสวัสดิ์ สถาบันการเงินทางเลือกใหม่ มั่นคง โปร่งใส่ ให้บริการที่สะดวกเป็นกันเอง ภายใต้กรอบกฎหมายและการกำกับของ ธนาคารแห่งประเทศไทย” คุณธิดา กล่าว


ผลิตภัณฑ์ของ บมจ.เงินทุนศรีสวัสดิ์ นั้นจะเน้นที่ 2 ส่วนคือ ส่วนสินเชื่อ และ ส่วนเงินฝาก

1.บริการสินเชื่อ
1.1 สินเชื่อแบบมีหลักประกัน เน้นไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือ
- กลุ่มลูกค้ารายย่อย ที่ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีความต้องการใช้เงินด่วน แต่ไม่สามารถใช้บริการของธนาคารพาณิชย์
- กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องการเงินหมุนเวียน เพื่อไปเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ
- กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางที่อยู่ระหว่างรอธนาคารพาณิชย์อนุมัติสินเชื่อ ที่ต้องการสภาพคล่องไปขยายธุรกิจ

นอกจากนี้ บมจ.เงินทุนศรีสวัสดิ์ ยังมีสินเชื่ออเนกประสงค์ สำหรับคนในชุมชน เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินกู้ดังกล่าวผ่านทางสาขาของ บมจ.ศรีสวัสดิ์ ที่มีอยู่กว่า 2,300 สาขา เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของคนในชุมชน

โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาเงินกู้นั้น จะเน้นการอนุมัติรวดเร็วภายใน 10 นาที ไม่เรื่องมาก แต่รัดกุม โดยเน้นให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส ลูกค้าและเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้

1.2.สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน หรือ สินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับ (P Loan) มุ่งเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีเงินเดือนประจำ มีแหล่งรายได้แน่นอน

2.บริการเงินฝาก ทาง บมจ.เงินทุนศรีสวัสดิ์ จะนำเสนอรูปแบบของตั๋วเงินฝาก โดยจะดำเนินการที่สำนักงานของ บมจ.เงินทุนศรีสวัสดิ์ ที่ถนนสาทรเท่านั้น    

และเพื่อผลักดันให้ ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านการให้บริการทางการเงิน คุณธิดากล่าวต่อไปว่า “เราพร้อมบริหารงานผ่านนโยบาย 6 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.ครบวงจร ให้บริการสินเชื่อทุกประเภท ตอบโจทย์ทุกความต้องการทางการเงินทุกรูปแบบทั้ง บริการเงินกู้, รับฝากเงิน เพิ่มบริการในรูปแบบอื่น อาทิเช่น ให้บริการชำระเงินต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย
2.ด้านบริการ พัฒนาคุณภาพของการบริการผ่านสาขาให้สะดวก รวดเร็ว พร้อมความใส่ใจดูแลลูกค้าให้ใกล้ชิดมากขึ้น
3.ทันสมัย ปรับโฉมสาขาให้ดูโดดเด่น ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีให้อนุมัติสินเชื่อที่รวดเร็ว สามารถรู้ผลภายใน 10 นาที เพิ่มระบบบริหารจัดการลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพ
4.ครอบคลุม เน้นการขยายพื้นที่ให้บริการให้ใกล้แหล่งชุมชนมากที่สุด โดยตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 3,500  สาขาทั่วประเทศภายใน 3 - 5 ปี จากเดิมที่มีอยู่ 2,300 สาขา
5.ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ  นอกจากการทำตลาดในประเทศแล้ว ตลาดต่างประเทศก็มีศักยภาพไม่แพ้กัน ดังนั้นเราจึงมีแผนขยายตลาดสู่ต่างประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งได้แก่ กัมพูชา, ลาว, พม่าและเวียดนาม
6.ความรับผิดชอบสังคม มีกิจกรรมหลากหลายที่ทำร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อยกระดับกระชับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและชุมชน รวมถึงมี “มูลนิธิศรีสวัสดิ์-สมาน แก้วบุตตา” ที่เป็นที่พึ่งชุมชนสำหรับเด็กที่ต้องการโอกาสสำหรับการศึกษา รวมถึงผู้ยากไร้

 “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้นำในการเปิดรูปแบบใหม่ด้านการให้สินเชื่อเงินด่วนที่นอกจากจะรวดเร็ว เป็นกันเองแล้ว ยังซื่อตรงโปร่งใส และจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ โดยทางคณะกรรมการบริษัทและทีมผู้บริหารจะนำพาธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง นำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายมากขึ้น สามารถต่อยอดให้กับธุรกิจหลักผ่านสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และก้าวขึ้นเป็นสถาบันการเงินภายใต้การกำกับของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลือกใหม่ที่อยู่เคียงข้างชุมชนอย่างแท้จริง” คุณธิดา กล่าว

...

Monday, May 22, 2017

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมัน 0.50 บ./ลิตร มีผลพรุ่งนี้





ปตท. (PTT) และ บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 50 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 ปรับขึ้น 30 สตางค์/ลิตร  มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (23 พ.ค.)

...

ดัชนีหุ้นไทยเม.ย.เพิ่ม 1.5%จากสิ้นปี 59, ซื้อขายวันละ4หมื่นล. ลดลง8%, ต่างชาติซื้อสุทธิ 1.8 พันล.


สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนเมษายน 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,566.32 จุด เพิ่มขึ้น 1.52% จากสิ้นปี 2559 โดยในเดือนเมษายนผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1,826 ล้านบาท และยังซื้อสุทธิต่อเนื่องในครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคม เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตลอดปีผู้ลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดหลักทรัพย์ไทย 8,350 ล้านบาท (ม.ค.-11 พ.ค.)

ในเดือนเมษายนมีปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการลงทุนในตลาดทุน ซึ่งทำให้ดัชนีทุกตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2559 คือ
- ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ลดความรุนแรงลง
- ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรปที่มีเพิ่มขึ้น

ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนเมษายน อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.87% จากสิ้นปี 2559
ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai ในเดือนเมษายน รวมอยู่ที่ 40,132 ล้านบาท ลดลง 8.18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคมเป็น 41,510 ล้านบาท (ม.ค.-11 พ.ค.)



สรุปตัวเลขที่สำคัญ
ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย
* ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ปิดที่ 1,566.32 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.52%
* มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของ SET อยู่ที่ 15,474,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.62% ขณะที่ mai อยู่ที่  320,679 ล้านบาท ลดลง 24.61% จากสิ้นปี 2559
* Forward P/E ของ SET อยู่ที่ 15.24 เท่า และ mai อยู่ที่ 36.03 เท่า โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนของ SET อยู่ที่ 3.15% และ mai อยู่ที่ 1.70% ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560
* เดือนเมษายน มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 40,132 ล้านบาท ลดลง 8.18% จากเดือนเมษายน 2559 ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2560 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 48,555 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 5.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
* ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิอยู่ที่ 1,826 ล้านบาท ในเดือนเมษายน ทำให้ยอดซื้อสุทธิรวมในเดือนมกราคม–เมษายนอยู่ที่ 8,197 ล้านบาท
* เดือนเมษายน บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีมูลค่าระดมทุนรวม 28,188 ล้านบาท ซึ่งมาจากการระดมทุนในตลาดแรก 27,187 ล้านบาท และการระดมทุนในตลาดรอง 1,001 ล้านบาท ส่งผลให้มีมูลค่าระดมทุนรวม 51,847 ล้านบาท ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2560

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ในเดือนเมษายน 2560 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 244,808 สัญญา และ 291,043 สัญญา ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2560 โดยตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม เพิ่มขึ้น 2.05% เมื่อเทียบกับทั้งปี 2559 ส่วนใหญ่มาจากการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures            
...

ผลงาน Q1/2560 บริษัทในตลาดหุ้นกำไร 2.85 แสนล. +21% จากการฟื้นตัวของกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรเคมี



บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2560 รวม 2.85 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.36% จากงวดเดียวกันในปีก่อน จากการฟื้นตัวของหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคยังคงเติบโตได้ดี

ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET จำนวน 572 บริษัท หรือคิดเป็น 92.41% จากทั้งหมด 619 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 1/2560 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 พบว่า บจ. มีกำไรสุทธิจำนวน 431 บริษัท คิดเป็น 75.35% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ไตรมาส 1/2560 บจ. มียอดขายรวม 2,705,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.28% และมีกำไรสุทธิ 284,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการดีขึ้นทั้งยอดขายและกำไรสุทธิ ทั้งนี้ บจ. มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.98% ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 ผลของราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยในไตรมาส 1/2560 ที่สูงขึ้นราว 70% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน มาอยู่ที่ 53 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล ได้ส่งผลดีต่อหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์น้ำมัน ขณะเดียวกัน ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของหมวดธุรกิจอื่น ๆ โดยรวมเช่นกัน

อย่างไรก็ดี หากไม่รวมหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ในไตรมาส 1/2560 ภาพรวมของกลุ่มธุรกิจอื่นมีผลประกอบการปรับดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจด้านการอุปโภคบริโภค โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 4.89% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2.31% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน

“ในไตรมาส 1/2560 บจ. ไทยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผลจากยอดขายที่สูงขึ้น รวมถึงมีกำไรสูงขึ้นตามอัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่หมวดธุรกิจอื่น ๆ ที่มียอดขายและกำไรสุทธิเติบโตดีส่วนใหญ่ คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เช่น หมวดพาณิชย์ หมวดธุรกิจการเกษตร หมวดแฟชั่น หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หมวดธนาคาร และหมวดเหมืองแร่

อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของ บจ. ขนาดกลาง หรือกลุ่ม SET51-100 มีอัตราการเติบโตลดลง แต่หากดูจำนวน บจ. ที่มีกำไรสุทธิ ยังคงมีสัดส่วนอยู่ที่ 75% ของ บจ. ทั้งหมดที่ส่งงบการเงิน ซึ่งเป็นสัดส่วนเดียวกันกับในไตรมาส 1/2559” ดร. สันติกล่าว

เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2559 บจ. มียอดขายเพิ่มขึ้น 1.56% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 41.98% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเมื่อเทียบกับในไตรมาส 4/2559 ซึ่งอยู่ที่ 24.38%

ในด้านโครงสร้างเงินทุนของ บจ. ยังคงอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E Ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ณ ไตรมาส 1/2560 อยู่ที่ 1.21 เท่า ใกล้เคียงกับ 1.20 เท่าในช่วงเดียวกันในปีก่อน และลดลงจาก 1.25 เท่า ณ สิ้นปี 2559

ผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่บางหมวดธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากการที่ธุรกิจมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้น โดยไตรมาส 1/2560 บจ. mai มียอดขาย 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% และมีกำไรสุทธิ 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 23.77% ลดลงเล็กน้อยจาก 24.06% จากไตรมาส 1/2559

...

Sunday, May 21, 2017

มนุษย์เงินเดือน ปี 60 ถ้าเงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท ไม่ต้องเสียภาษี


 จากโครงสร้างภาษีใหม่ปี 2560 ทำให้ผู้ที่มีรายได้จากงานประจำสามารถ
- หักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของเงินเดือนที่ได้รับตลอดทั้งปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- หักค่าลดหย่อนจากเงินสะสมกองทุนประกันสังคม ซึ่งยังคงอยู่ที่เพดานสูงสุด 9,000 บาทเท่าเดิม

ดังนั้น หากมีเงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ 26,583.33 บาท จะคำนวณเงินได้ตลอดทั้งปีได้ 319,000 บาท (เงินเดือน 26,583.33 บาท x 12 เดือน)
จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินเดือนที่ได้รับ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
หักเงินสะสมกองทุนประกันสังคม 9,000 บาท

เหลือเงินได้สุทธิ 150,000 บาท ซึ่งยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีตามปกติ แต่ไม่มีภาระภาษีต้องจ่ายแต่อย่างใด
...
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://www.itax.in.th/pedia/รู้ยัง_เงินเดือนเท่าไหร่ถึงไม่ต้องเสียภาษี

รับคนไทยไปฝึกงานญี่ปุ่น 3 ปี มีเงินเดือน รับสมัคร 29-31 พ.ค.นี้


 นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน  กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคัดเลือกผู้รับการฝึกอบรมเพื่อจัดส่งไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM ปี 2560 ครั้งที่ 2 ตำแหน่งคนงานทั่วไป เพศหญิง ระยะเวลาฝึกงาน 3 ปี โดย IM ประเทศญี่ปุ่นจะจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ (กรุงเทพฯ - โตเกียว - กรุงเทพฯ)
 และได้รับเบี้ยเลี้ยงตลอดการฝึกงานโดยในเดือนแรกได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 80,000 เยน หรือประมาณ 24,490 บาท  ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ยกเว้นค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายส่วนตัว
เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคจะฝึกปฏิบัติภายใต้สัญญาจ้างตามกฎหมายแรงงานญี่ปุ่น จะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ฝึกปฏิบัติงานจะต้องรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ และค่าประกันสังคม รวมทั้งค่าภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
 เมื่อฝึกงานครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และจะได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 183,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย

 คุณสมบัติผู้สมัคร
- เป็นเพศหญิง
- อายุ 20 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 30 ปีบริบูรณ์
- จบการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือเทียบเท่าประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  ไม่จำกัดสาขาวิชา
- ความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร น้ำหนักได้สัดส่วนกับส่วนสูง สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์
- ไม่มีรอยสัก และไม่มีความผิดปกติทางร่างกาย
- ไม่เคยเป็นผู้ไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นโดยใช้วีซ่า “Technical Intern”
- ไม่เคยทำงานในประเทศญี่ปุ่นโดยการแจ้งไปทำงานด้วยตนเอง
- ไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนักอาศัยโดยผิดกฎหมายทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ
- ไม่เคยเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกและถูกตัดสิทธิออกจากการฝึกอบรมก่อนเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น
- สายตาปกติ และไม่บอดสี
- สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการฝึกอบรมในประเทศไทย และระหว่างการฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นได้  

 หลักฐานที่ใช้ในการสมัคร
- ใบสมัครสอบคัดเลือก
- รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก และไม่สวมแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- หลักฐานการศึกษา พร้อมสำเนา
- ใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าสุขภาพแข็งแรง สายตาปกติและตาไม่บอดสี
- ประวัติส่วนตัว  ใบผ่านงาน (ถ้ามี)

ผู้สนใจติดต่อยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมหลักฐานได้ที่
- กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ อาคารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้น 8 ภายในกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพมหานคร
- สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 – 10
- สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด
ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่วันที่ 29 – 31 พฤษภาคม 2560 ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ โทร. 02 245 1021 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

...

ที่มา : http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1495098944

Saturday, May 20, 2017

รถยนต์ติดกล้องได้ลดเบี้ยประกันภัย 5-10% ลงราชกิจจาฯแล้ว มีผลใช้ทันที


เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คําสั่งนายทะเบียนที่ ๘/๒๕๖๐ เรื่อง ให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สําหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV)ที่ติดตั้งกับรถยนต์มีรายละเอียดระบุว่า
เพื่อเป็นการเสริมสร้างวินัยจราจรแก่ประชาชน จึงส่งเสริมให้เจ้าของรถมีการติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (Closed-Circuit Television : CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ อันเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนช่วยในการตรวจสอบวินัยจราจร
อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นหลักฐานสําคัญในการยืนยันถึงการกระทําความผิดจากการใช้รถยนต์
 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๓๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๓๕ นายทะเบียนจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

๑. คําสั่งนี้เรียกว่า “คําสั่งนายทะเบียน ที่ ๘/๒๕๖๐ เรื่อง ให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ สําหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์”

๒. คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

๓. ให้บริษัทให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยในการรับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ทุกประเภทเป็นส่วนลดอื่นในอัตราร้อยละ ๕ – ๑๐ ของเบี้ยประกันภัยสุทธิ สําหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์
 โดยแสดงหลักฐานภาพถ่ายการติดตั้งระบบ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์คันเอาประกันภัย ในเวลาทําสัญญาประกันภัย
 และต้องติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ไว้ตลอดระยะเวลาเอาประกันภัยด้วย

สั่ง ณ วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
สุทธิพล ทวีชัยการ
เลขาธิการคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
นายทะเบียน


ที่มา : ข่าวทีนิวส์ http://m.tnews.co.th/contents/bg/320598

Friday, May 19, 2017

อารียาทำยอดขายไตรมาสแรก 2,218 ลบ. โต 11%


อารียา พรอพเพอร์ตี้ โกยยอดขายบ้านไตรมาสแรก 2,218 ล้านบาท โต 11% ยอดโอนทะลุ 1,152 ล้านบาท มองดีมานด์ที่อยู่อาศัยยังมี  เร่งเปิดตัว 4 โครงการไตรมาส 2 – อัดแคมเปญกระตุ้นยอดต่อเนื่องเพิ่มช่องทางขายหวังยอดโอนในไตรมาส 2 ที่ 1,600 ล้านบาท ดันรายได้ทั้งปีโตตามเป้า 38 %

นายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี กรรมการบริหาร  บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)   เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2560 มียอดขาย 2,218 ล้านบาท เติบโต 11%  เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน มียอดรับรู้ราย หรือยอดโอน จำนวน 1,152 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยมาจาก 30 โครงการ แบ่งเป็นโครงการบ้านแนวราบ 25 โครงการ และแนวสูง 5โครงการ ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย    ที่บริษัทวางไว้ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในสภาวะทรงตัว เพราะขาดปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการ   ของภาครัฐเช่นเดียวกับปี 2559 แม้ว่ากำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม ประกอบกับสถาบันการเงินมีความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)ที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผลการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้รับอนุมัติน้อยกว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมั่นใจว่าตลอดปี 2560 จะมียอดรับรู้รายได้ 6,400 ล้านบาท และมีเป้าหมายการเติบโตรายได้ไม่น้อยกว่า 35 – 38 % เมื่อเทียบกับผลประกอบการปี 2559 ภายใต้กลยุทธ์การใช้ฟังก์ชั่นและดีไซน์บ้านที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ และสุดท้ายนโยบายหลักที่เน้นเรื่องการบริการ คือการดูแลลูกบ้านทั้งก่อนและหลังการขายไม่ว่าโซนไหนลูกค้าต้องการสินค้าคุณภาพ ดูแลดี เชื่อถือได้

“ ยอดขายในไตรมาสแรกปีนี้แม้จะเพิ่มขึ้น แต่เรายอมรับว่าทำได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากการชะลอตัวของภาคอสังหาฯ ที่มีมาตั้งแต่ปีก่อน และผลกระทบจากการปล่อยสินเชื่อรายย่อยของธนาคาร ซึ่งมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 40 % ของยอดขอสินเชื่อ แต่บริษัทมีการเพิ่มช่องทางเพื่อโฆษณามากขึ้นไม่ว่าจะเป็นโฆษณาออนไลน์ การจัดงานส่งเสริมการตลาด และขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติมากขึ้นทำให้โดยรวมแล้วสามารถทำกำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้จำนวน 29.07 ล้านบาท” นายวิวัฒน์ กล่าว

นายวิวัฒน์ กล่าว อารียา พรอพเพอร์ตี้ ยังคงมองเห็นความต้องการที่อยู่อาศัยในปีนี้เพิ่มขึ้น แม้จะทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2559 ส่งผลให้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 2 จำนวน 4 โครงการมูลค่า 3,000 ล้าน ได้แก่ โครงการเดอะ เพลส กาญจนาภิเษก-ราชพฤกษ์ 2  โครงการเดอะวิลเลจ รังสิต-วงแหวน โครงการเดอะ คัลเลอร์ส มิกซ์ รังสิต-วงแหวน และโครงการ เดอะ คัลเลอร์ส วงแหวน-รามอินทรา 2 พร้อมการทำแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าจะมียอดโอนในไตรมาส 2  ที่ 1,600 ล้านบาท โดยเป็นโครงการแนวราบ 1,200 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 400 ล้านบาท

สำหรับการเปิดโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง มีแผนเปิดโครงการไฮไลท์ ประเภทคอนโดมิเนียม 2 โครงการในโซนบางนามูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท และโซนสุขุมวิท ทองหล่อ 1 โครงการ มูลค่าโครงการ 1,350 ล้านบาท

......

เล็งขยายถนนเสมาฟ้าคราม ลำลูกกาคลองสองเป็น 4 เลน




กรมทางหลวงชนบทมีโครงการขยายถนนลำลูกกา ซอย 11 หรือถนนเสมาฟ้าคราม จากถนน 2 เลนเป็นถนน 4 เลน
โดยผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้ว 3 ครั้ง หลังจากนี้จะออกแบบในรายละเอียดโครงการ ดำเนินการเวนคืนที่ดิน และทำการก่อสร้าง คาดว่าจะใช้เวลา 5 ปีจะแล้วเสร็จ



เครดิตภาพ : fb โครงการสำรวจออกแบบถนนเสมาฟ้าคราม-จปทุมธานี
ติดตามความคืบหน้าโครงการได้จาก : https://www.facebook.com/โครงการสำรวจออกแบบถนนเสมาฟ้าคราม-จปทุมธานี-1620311981610199/

Wednesday, May 17, 2017

"หนี้บัตรทบ จบที่เดียว" คลินิกแก้หนี้ รับสมัคร 1 มิ.ย.นี้



โครงการปรับโครงสร้างหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หรือ คลินิกแก้หนี้

ศึกษาข้อมูลโครงการ และสมัครร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์  www.debtclinicbysam.com
เริ่มลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ
1. บุคคลธรรมดา มีเงินเดือนประจำ
2. อายุไม่เกิน 65 ปี
3. มีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ค้างเกินกว่า 3 เดือน กับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2560
4. ไม่ถูกฟ้องดำเนินคดี *
5. ยอดหนี้เงินต้นค้างชำระรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

* ต้องเป็นลูกหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องดำเนินคดี และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) บสส. เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดของโครงการ

ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ
ขั้นตอนที่ 1 : ตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ www.debtclinicbysam.com หรือ www.คลินิกแก้หนี้.com  หรือ Call Center (โทรติดต่อ) 0 2610 2266
ขั้นตอนที่ 2 : กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มใบสมัคร และยืนยันข้อมูลผ่านเว็บไซต์
ขั้นตอนที่ 3 : รอเจ้าหน้าที่โครงการติดต่อกลับ เพื่อนัดหมาย วัน เวลา เข้าพบที่สำนักงาน
ขั้นตอนที่ 4 : จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง สำหรับประกอบการพิจารณา ( 10 รายการ)

เอกสารประกอบการเข้าร่วมโครงการ และพิจารณารายได้

1.1 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ /รัฐวิสาหกิจ
1.2 สำเนาทะเบียนบ้าน
1.3 ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี)
1.4 เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร
1.5 สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3 เดือน
1.6 เอกสารแสดงการเดินบัญชี (Statement) อย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง
1.7 บัตรเงินบำนาญ (กรณีเป็นข้าราชการ)
1.8 ใบแนบหนังสือสั่งจ่าย (กรณีเป็นข้าราชการ)
1.9 หลักฐานการแสดงรายได้อื่น เช่น สัญญาให้เช่า สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ
1.10 ใบแจ้งหนี้/ เอกสารแสดงความเป็นหนี้
1.11 หนังสือยินยอมเปิดเผยข้อมูลเครดิตบูโร

ขั้นตอนที่ 5 : พบเจ้าหน้าที่โครงการที่สำนักงานโครงการ เพื่อพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้
ขั้นตอนที่ 6 : เจ้าหน้าที่โครงการจะนัดหมาย เพื่อลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อได้รับการยืนยันจากธนาคารเจ้าหนี้ให้เข้าร่วมโครงการ

ประโยชน์ที่จะได้รับ
- ไม่ถูกทวงถามหนี้จากเจ้าหนี้หลายราย
- รวมหนี้ และผ่อนชำระในที่เดียว
- ลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือน
- ชำระเฉพาะเงินต้นค้างชำระ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราผ่อนปรนไม่เกิน 7% ตามช่วงรายได้ ระยะเวลาผ่อนชำระได้ไม่เกิน 10 ปี
- รู้จักวางแผนทางการเงินที่ดี

เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติ
- ชำระค่างวดตรงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ก่อภาระหนี้เพิ่มในระยะเวลา 5 ปี นับจากเข้าร่วมโครงการ

16 ธนาคารที่ร่วมโครงการ มีดังนี้
– ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด  (มหาชน)
– ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารแลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
– ธนาคารซิตี้แบงค์ เอ็น.เอ.
– ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)

ติอต่อที่ สำนักงานโครงการ
เลขที่ 333 อาคารเล้าเป้งง้วน 1 ชั้น 12 ซอยเฉยพ่วง ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
สมัครผ่านทาง www.debtclinicbysam.com
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0 2610 2266
และ สาขาของ บสส. 4 สาขา

สาขาสุราษฎร์ธานี
213/17 หมู่ 1 ถนนเพชรเกษม ตำบลมะขามเตี้ย
อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84000

สาขาขอนแก่น
381/46-47 หมู่ 17 ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง
อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000

สาขาพิษณุโลก
5/16-17 หมู่ 5 ถนนสิงหวัฒน์ ตำบลบ้านคลอง
อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

สาขาเชียงใหม่
109/4 ถ.เชียงใหม่-ลำปาง (ท.ล.11) กม.98.7
เทศบาลตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300


รวม14.1ล้านคนลงทะเบียนคนจน เช็คชื่อด่วน! ก่อน2มิ.ย.นี้



นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ระหว่างวันที่ 3 เม.ย. – 15 พ.ค.60 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 14.1 ล้านคน (ตัวเลขเบื้องต้น)

หลังจากนี้ กระทรวงการคลังจะเปิดให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่มาลงทะเบียน นำข้อมูลทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติ และเปิดให้ตรวจผลการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. ผู้มาลงทะเบียนในโครงการฯ ระหว่างวันที่ 3 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2560 เบื้องต้นมีจำนวนผู้ลงทะเบียน 14.1 ล้านคน ผ่าน 5 หน่วยงานรับลงทะเบียน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธ.กรุงไทย) สำนักงานคลังจังหวัด และสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร มากกว่าโครงการฯ ในปี 2559 ที่มีจำนวน 8.3 ล้านคน

2. ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากปิดโครงการ
2.1 การตรวจสอบรายชื่อในระบบการลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ได้ 7 ช่องทาง ได้แก่

1) เว็บไซต์ 3 เว็บไซต์ ได้แก่
  www.epayment.go.th
 www.mof.go.th และ
 www.fpo.go.th โดยพิมพ์เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักลงไป ระบบจะแจ้งว่ามีชื่อหรือไม่มีชื่อในระบบการลงทะเบียน

2) Call center ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 1359
3) Call center ของ ธ.ก.ส. 02-555-0555
4) Call center ของ ธ.ออมสิน 1115
5) Call center ของ ธ.กรุงไทย 02-111-1111
6) Call center ของกรมบัญชีกลาง 02-270-6400
7) เบอร์โทรของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต

ผลการตรวจสอบสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
(1) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนมีชื่ออยู่ในระบบแล้ว ให้รอผลการตรวจคุณสมบัติต่อไป
(2) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนไม่มีชื่ออยู่ในระบบ ให้นำเอกสารหลักฐานจากแบบฟอร์มลงทะเบียนที่เจ้าหน้าที่ฉีกให้ในวันลงทะเบียนไปยืนยัน พร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ลงทะเบียนไปติดต่อที่หน่วยรับลงทะเบียนที่ไปลงทะเบียนไว้ ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2560 เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลลงในระบบและดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป ทั้งนี้ ให้นำเอกสารหลักฐานดังกล่าวไปติดต่อเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นผู้ลงทะเบียนจะถูกตัดสิทธิในการได้รับสวัสดิการ

2.2  การตรวจสอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบว่าตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 5 ข้อตามที่ระบุไว้ในโครงการฯ หรือไม่ ผ่านเว็บไซต์และโทรสายด่วนข้างต้น โดยพิมพ์หรือแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เช่นเดียวกับการตรวจสอบรายชื่อในข้อ 2.1 ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

(1) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนผ่านคุณสมบัติ จะเป็นผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการตามที่รัฐกำหนด และรัฐจะดำเนินการออกบัตรสวัสดิการให้ต่อไป

(2) ในกรณีที่ผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านคุณสมบัติ ระบบจะแจ้งว่าไม่ผ่านคุณสมบัติข้อใด

ในเบื้องต้นหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถโทรสายด่วน 1359 ในเวลาราชการ เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ หากเห็นว่าข้อมูลไม่ถูกต้องให้ติดต่อหน่วยงานรับลงทะเบียนและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำไปเข้ากระบวนการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจะได้รับบัตรสวัสดิการที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ส่วนการรับบัตรและการใช้บัตรสวัสดิการ กระทรวงการคลังจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iq03/2649544

Monday, May 15, 2017

เซ็นสำเนาบัตรประชาชนให้ปลอดภัย


ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แนะนำวิธีเซ็นสำเนาบัตรประชาชนให้ปลอดภัย ดังนี้

1. เขียนรายละเอียดว่า "ใช้เพื่อ...เท่านั้น"
2. ระบุวันที่ เดือน ปี ที่ใช้เอกสาร
3. ขีดเส้นคู่ขนานคร่อมบนตัวสำเนา
4. ต้องเขียนข้อความทั้งหมดทับลงบนสำเนา
5. ใช้ปากกาหมึกสีดำเขียนข้อความ

ศคง. โทร 1213
www.1213.or.th

นักลงทุนมั่นใจภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศมีทิศทางดีขึ้นแต่...



“นักลงทุนมั่นใจภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศมีทิศทางดีขึ้นแต่ยังต้องเฝ้าติดตามปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดส่งผลให้ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อยู่ในภาวะทรงตัวเป็นเดือนที่ 3"

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index)
ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร เลขาธิการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนพฤษภาคม 2560 “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในภาวะทรงตัว จากภาพรวมภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่นักลงทุนเฝ้าติดตามปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของเงินทุนจากต่างประเทศในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ด้านตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามภูมิภาค” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

§   ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กรกฎาคม 2560) อยู่ที่ 100.89 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (Neutral)  (ช่วงค่าดัชนีระหว่าง 0 - 200) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.69% จากเดือนที่ผ่านมาที่ 90.33
§   ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยกลุ่มบัญชีนักลงทุนต่างประเทศ ปรับตัวขึ้นจากระดับทรงตัว มาอยู่ที่ระดับร้อนแรง กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นจากระดับซบเซาอยู่ที่ระดับทรงตัว ขณะที่กลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวขึ้นเล็กน้อย และกลุ่มสถาบันในประเทศไม่เปลี่ยนแปลง โดยยังคงอยู่ในระดับทรงตัวเช่นเดียวกับเดือนที่ผ่านมา
§   หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) ส่วนหมวดเหล็ก (STEEL) เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด
§   ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ
§   ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

“ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐโดยเฉพาะในตลาด Nasdaq มีการปรับตัวขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากผลประกอบที่ดีของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามจากความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐและความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลี ทำให้เกิดความผันผวนของเงินทุนเข้าออก ราคาน้ำมันและทองคำมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อไป ประกอบกับนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งในฝรั่งเศส ทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวในวงจำกัด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ จากการปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่ดีขึ้น ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในบริษัทขนาดใหญ่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดทุนไทย”

นายสุรัตน์ จิรจรัสพร หัวหน้าฝ่ายบริการราคาฯ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือนพฤษภาคม 2560 “อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวที่ 1.5% ในขณะที่อัตราผลตอบแทน 5 ปี และ 10 ปี ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยหลักมาจากท่าทีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. ปลายเดือนพฤษภาคมนี้ อยู่ที่ระดับ 51 คงเดิมจากดัชนีครั้งที่แล้ว สะท้อนว่าตลาดยังคงเชื่อมั่นว่าทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจะยังไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปตามเป้าหมาย และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำภายใต้กรอบนโยบาย

ดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี และ 10 ปี ในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 85 และ 89 ตามลำดับ ซึ่งใกล้เคียงกับครั้งที่แล้ว (ระดับ 86 และ 89 ตามลำดับ) สะท้อนว่าตลาดยังคงมีมุมมองและความเชื่อมั่นเช่นเดิมต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั้ง 2 รุ่นอายุที่จะปรับตัวสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญจากท่าทีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อุปทานในตลาดตราสารหนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายนผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1,826 ล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตลอดปีผู้ลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดหลักทรัพย์ไทย 8,197 ล้านบาท
 โดยปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อตลาดทุนโลกที่ต้องติดตามต่อไป อาทิ ความกังวลต่อภาวะสงคราม ผลกระทบจากมาตรการลดภาษีสหรัฐฯ และการที่ IMF คงประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2560 ของสหรัฐฯ ไว้ที่ 2.3% ในขณะที่ปรับเพิ่มอัตราการเติบโตในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ  ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองในยูโรโซนเพิ่มขึ้นหลังทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนเมษายน อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.87% จากสิ้นปี 2559 ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai ในเดือนเมษายน รวมอยู่ที่ 40,132 ล้านบาท ลดลง 8.18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม–เมษายน 2560 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 48,555 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
...